ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

มูลค่าผู้บริหารชั้นยอด / โดย คุณวีระพงษ์ ธัม

 


    หากเปรียบบริษัทคือร่างกาย ผู้บริหารก็คือมันสมองซึ่งเป็นกลไกหลักของการ “ตัดสินใจ” ทางธุรกิจ ผู้บริหารมีมูลค่า “สูงมาก” เพราะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของบริษัทได้ด้วยการตัดสินใจเพียงไม่กี่ครั้ง การวิเคราะห์ผู้บริหารจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ และถ้ายิ่งศึกษา เราจะพบว่าสองปัจจัยที่สร้าง “มูลค่า” ให้ผู้บริหาร คือ Vision หรือ “วิสัยทัศน์” ซึ่งมากถึงการ “มองอนาคต” ไกลกว่าคนอื่น และ “Execution” หรือการดำเนินการตามแผนที่วางไว้ สิ่งนี้ไม่มีบันทึกอยู่ในงบการเงิน แต่เราสามารถลองศึกษาจากประวัติศาสตร์ดูว่าทั้งสองสิ่งนี้มีมูลค่ามากแค่ไหน

            บริษัทแรกคือ Microsoft (MSFT) ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารอย่างบิล เกตต์ สร้างธุรกิจในปี 1975 เขามองเห็นอนาคตว่า PC หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะมีใช้อยู่ในทุกบ้าน จากต้นกำเนิดระบบปฏิบัติการ DOS มาสู่ Windows 3.1, 95 และสร้างโปรแกรมที่ขายดีตลอดกาลอย่าง Office วิสัยทัศน์ในวันนั้นของบิล เกตต์ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นได้มหาศาล ราคาหุ้นขึ้นจาก IPO ปี 1986 ที่ 21 เหรียญ และถูกแตกพาร์ 8 ครั้งราคาในวันที่บิล เกตต์เกษียณเทียบเท่าประมาณเกือบ 8,000 เหรียญ นี่คือหุ้นระดับ 400 เด้ง ยังไม่รวมปันผล ในระยะเวลาเพียง 14 ปี

            ในปี 2000 บิล เกตต์ได้ส่งตำแหน่ง CEO ให้กับ สตีฟ บัลเมอร์ ผู้ซึ่งรู้จักกับบิล เกตต์ตอนที่เรียนฮาร์วาร์ด บัลเมอร์ฉายแววด้วยผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม และเป็นพนักงานยุคก่อตั้ง 30 คนแรกของบริษัท ช่วงเวลา 14 ปี ภายใต้การกุมบังเหียนของบัลเมอร์ เขาทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นมากกว่าสามเท่า กำไรเพิ่มขึ้นสองเท่า การเติบโตของรายได้ Microsoft เป็นไปได้อย่างดีทุกไตรมาส ชนะบริษัทยักษ์ใหญ่อื่น ๆ เช่น GE หรือ IBM อย่างไม่ทิ้งฝุ่น และส่วนแบ่งตลาดของ Window หรือ Office นั้น ยังแข็งแกร่งเหมือนยุคที่บิล เกตต์ดูแล

            บัลเมอร์คือตัวอย่างของผู้บริหารที่มี Execution หรือการนำแผนมาปฏิบัติที่ยอดเยี่ยม แต่ในด้านวิสัยทัศน์นั้น บัลเมอร์อาจจะสอบตก เขาพลาด Megatrend ในด้านเทคโนโลยี เช่น Smart Phone และ Search Engine ให้กับ Google ปัจจุบัน PC ซึ่งเป็นพื้นที่ของ Windows และ Office มียอดขายเพียง 260 ล้านเครื่องและหดตัวลงทุกปีตั้งแต่ 2011 ในขณะที่ Smart Phone มียอดขาย 2,000 ล้านเครื่องต่อปี ซึ่งไมโครซอฟท์มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1%

            ในช่วงเวลานั้น ตลาดหุ้นตอบสนองโดยการลดค่า PE ratio จาก 40-50 เท่า เหลือเพียง 10 กว่าเท่า แค่เอา PE ratio มาคิดมูลค่าหุ้นหายไปถึง 3 เท่า ราคาหุ้นตลอด 14 ปีแทบไม่ไปไหน เป็นทศวรรษที่หายไปของบริษัท ยิ่งระยะเวลายาวเท่าไหร่ เราจะยิ่งเห็นว่าการตัดสินใจที่ดีของผู้บริหารที่จะจัดสรรเอาทรัพยากรมาใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลาสำคัญมาก เรียกได้ว่าผู้บริหารตามตำราอาจจะชนะศึกแต่อาจแพ้สงครามในภาพใหญ่ แต่ผู้บริหารชั้นยอดอาจจะแพ้ศึกบ้างในครั้งแรก ๆ แต่เขาจะชนะสงคราม

            อีกตัวอย่างหนึ่งคือบริษัท Apple (AAPL) ในยุคของทิม คุกซึ่งรับไม้มาจากสุดยอดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในตำนานโลก IT อย่างสตีฟ จ๊อบส์ ในยุคของทิม คุก เขาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบในฐานะผู้บริหาร สามารถสร้างผลกำไรเติบโตต่อเนื่องแทบทุกไตรมาส กำไรโตสองเท่า รายได้โตสองเท่า แต่ในยุคของเขา ผลิตภัณฑ์ธงของ Apple อย่าง Iphone/Ipad/Ipod/Mac แทบจะไม่มีอะไรใหม่ นอกจากกล้องที่ชัดขึ้น ความเร็วที่สูงขึ้น จอใหญ่ขึ้น และต้นทุนผลิตที่ลดลง

            เรื่องราวจบลงในแบบเดียวกัน PE ของ APPLE ลดลงจาก 50 เท่า เหลือ 10 กว่าเท่า ผมคิดเล่น ๆ ว่าถ้า Apple ยังมีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมเหมือนในยุคสตีฟ จ็อบส์ ยังเติบโตและเทรดได้ด้วย PE เท่าเดิม แสดงว่ามูลค่าบริษัทที่ปัจจุบันอยู่ที่ 750 Billions จะมากขึ้นไปอีก 1,500 Billion USD ความหมายคือ “มูลค่า Steve Jobs” ในวันนี้หากเขายังอยู่ อาจจะมีค่ามากเท่ากับ GDP ประเทศไทยหลายเท่าตัว

            อย่างไรก็ดี บริษัทบางประเภท ผู้บริหารก็ไม่ได้มีคุณค่ามากนัก เช่นบริษัทที่มี “อำนาจทางการตลาด” สูงอย่างกิจการผูกขาด หรือกึ่งผูกขาด อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่าแนวโน้มบริษัทลักษณะนี้มีน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะธุรกิจยุคใหม่ แข่งขันแบบไม่มีเส้นแบ่งเหมือนในอดีต ผู้บริหารที่ยอดเยี่ยมจึงมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนธุรกิจที่ฝีมือผู้บริหารจำเป็นมาก คือ 1. ธุรกิจเกิดใหม่ 2. ธุรกิจ Turnaround 3. ธุรกิจอิ่มตัวที่ต้องการ S-Curve ใหม่ 4. ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง

            นอกจากตัวผู้บริหารเอง การวิเคราะห์แรงจูงใจของผู้บริหารก็เป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับผู้บริหารมืออาชีพ แรงจูงใจมักจะเป็นการ “รักษาเก้าอี้” ดังนั้นการตัดสินใจจึงมักจะเป็นการมองภาพสั้นมากกว่าภาพยาว สำหรับผู้บริหารที่มีผลตอบแทนไปในทางเดียวกับผู้ถือหุ้น ก็มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจที่จะเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นมากขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ ผู้บริหารที่ทำงานด้วยความลุ่มหลง มีไฟแรง ทำงานหนัก คิดการใหญ่ แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด

            การอ่านประวัติผู้บริหารชั้นยอดเป็นอะไรที่น่าศึกษาที่นักลงทุนไม่ควรพลาด เพราะเราจะเป็นนักลงทุนชั้นยอดได้ หากเราสามารถเจอผู้บริหารชั้นยอดก่อนที่ผู้บริหารท่านนั้นจะรู้ตัวเสียอีกว่าเขาคือผู้บริหารชั้นยอด

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...