ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

มหาสงครามค้าปลีก / โดย คนขายของ

 
   ถ้ามีคนถามว่าบริษัทค้าปลีกไหนที่มีมูลค่ากิจการสูงที่สุดในโลก คุณจะนึกถึงบริษัทอะไร? ห้าง Walmart ที่ขายของเหมือน ห้างโลตัส บิ๊กซี บ้านเรา หรือ กิจการขายของตกแต่งบ้านอย่าง Home Depot ใช่หรือไม่? แต่คำตอบจากตัวเลขล่าสุดเมื่อกลางเดือนตุลาคมคงทำให้หลายคนแปลกใจ ในตอนนี้ AMAZON.COM กลายเป็นบริษัทค้าปลีกที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ากิจการสูงถึง 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำไมนักลงทุนถึงให้มูลค่ากิจการขายของออนไลน์ที่มียอดขายในปีที่แล้ว เพียง 20% ของ Walmart แถมยังขาดทุนด้วยมูลค่าสูงถึงขนาดนี้? บริษัทนี้มีอะไรดี ซ่อนอยู่บ้าง? เราจะลองสำรวจ AMAZON (AMZN) เปรียบเทียบกับ Walmart (WMT) กัน

WMT ก่อตั้งเมื่อปี 1962 ใช้เวลา 24 ปีที่จะทำยอดขายทะลุ 10,000 ล้านเหรียญ ในขณะที่ AMZN ก่อตั้งเมื่อปี 1994 ใช้เวลาเพียง 12 ปีในการบรรลุตัวเลขเดียวกัน ในตอนนี้ WMT มียอดขายต่อปีเกือบ 5แสนล้านเหรียญ ในขณะที่ตัวเลขของ AMZN อยู่ที่ราว 9หมื่นล้าน แต่WMT ใช้พนักงานกว่า 2,200,000 คนทั่วโลกเพื่อทำยอดขายนี้ ในขณะที่ AMZN มีพนักงาน154,000 คน ถ้าเราดูยอดขายต่อหัวของพนักงาน จะเห็นว่าของ AMZN สูงกว่า WMT เกือบสามเท่า นั่นแสดงว่าค่าใช้จ่ายในการขาย (SG&A) ของ AMZN น่าจะน้อยกว่า WMT ซึ่งควรทำให้ อัตรากำไรจากการดำเนินงานของ AMZN สูงกว่า WMT

อย่างไรก็ตามเมื่อเราหันมาดูอัตรากำไรจากการดำเนินงานของ AMZN เราพบว่าอยู่ที่0.8% แต่ WMT ทำได้ถึง 5.3% ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ทั้งนี้เพราะ AMZN เป็นบริษัทค้าปลีกกึ่งเทคโนโลยี ทำให้บริษัทแตกต่างจากบริษัทค้าปลีกทั่วไป เพราะบริษัทมีค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาที่สูงราว 1 หมื่นล้านเหรียญต่อปี AMZN มีการขยายธุรกิจใหม่ๆออกมาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังออนไลน์ ธุรกิจขายอีบุ๊คส์ และ พัฒนา consumer electronics เช่นเครื่องkindle และโทรศัพท์มือถือ ถ้า AMZN หยุดค่าใช้จ่าย R&D ในส่วนนี้แล้วหันมาเป็นผู้ค้าปลีกแบบ WMT อัตรากำไรจากการ ดำเนินงานจะพุ่งขึ้นไปสูงถึง 12% และตัวเลขขาดทุนสุทธิจะกลายมาเป็นกำไรสุทธิทันที

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม AMZN ยังไม่มีทีท่าจะลดค่าใช้จ่ายด้าน R&D ลงมาเพื่อทำตัวเลขกำไรให้สวยหรู ในทางกลับกัน บริษัทกลับทุ่มงบ R&D สูงขึ้นทุกปี จาก 450 ล้านเหรียญเมื่อปี2005 มาเป็น 1 หมื่น ล้านเหรียญในตอนนี้ แม้มีการลงทุนใน R&D สูงแต่ดูเหมือนว่าการลงทุนของ AMZN นั้นไม่สูญเปล่า ยอดขายของ AMZN เติบโตแบบก้าวกระโดดมาตลอด โดยทุกๆสามปี ยอดขายจะโตขึ้นมาหนึ่งเท่า โดยตลอด  ถ้ามองในแง่การเติบโตของยอดขายเราจะเห็นได้ว่า การเติบโตของ WMT ช้าลงไปมาก โดยสามปีที่ผ่านมายอดขายโตเฉลี่ยปีละราวๆ 3% และกำไรสุทธิแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย

เมื่อไม่นานนี้ AMZN ได้พัฒนา application ที่สามารถแสกนบาร์โค๊ตของสินค้าเสร็จแล้ว โปรแกรมจะแสดงราคาสินค้าที่ขายผ่านเว็ป amazon.com ขึ้นมาทันที มีหลายคนเอาไปใช้กับ ของที่ขายอยู่ในห้าง Walmart ทำให้บริษัทต้องประกาศว่าหากสินค้าใด amazon.comขายถูกกว่า ทางบริษัทยินดีลดราคามาขายในราคานั้นทันที ซึ่งก็คงทำให้ WMT ต้องปวดหัวกับ มาร์จิ้นที่ถูกบีบให้ลดลง ซึ่งเป็นจากผลจากการพัฒนาของ AMZN โดยใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทำให้การซื้อสินค้าทางออนไลน์เป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย  

                WMT เป็นตัวอย่างหนึ่งของบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีต แต่พอบริษัทมีขนาดใหญ่ มากๆ การบริหารงานก็เริ่มขาดการริเริ่มสิ่งใหม่เหมือนเมื่อสมัยก่อนที่ WMT เป็นคนนำเทคโนโลยี มาใช้กับการบริหารสินค้าคงคลัง พักหลัง WMT ใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผลสูง เพื่อเอาใจผู้ถือ หุ้น แต่กลับกลายเป็นว่าเงินมหาศาลที่จ่ายไปนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อการสร้างความสามารถในการแข่งขัน



ถึงแม้ว่าผู้ถือหุ้น WMT อาจดีใจในระยะสั้น แต่ในตอนนี้เราได้เห็นแล้วว่า ตลาดกลับให้ราคาผู้ที่พัฒนาตัวเองอย่างไม่เคยหยุด อย่าง AMZN ซึ่งไม่เคยปันผล และไม่เคยซื้อหุ้นคืน แต่กลับทุ่มเงินไปกับการ พัฒนาความสามารถในการแข่งขันอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางครั้งที่ผิดพลาดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็น การเรียนรู้ ถ้าคุณซื้อหุ้น WMT เมื่อปี 2005 ผ่านมาสิบปีคุณจะได้กำไรเพียง 32% แต่หุ้น AMZN ในช่วงเวลาเดียวกันให้ผลตอบแทนถึง 12 เท่า ท่ามกลางสงครามค้าปลีกในอเมริกาที่แข่งขันกันอย่าง เข้มข้น ถึงแม้สงครามยังไม่จบ แต่ถ้าเราเลือกถูกข้าง ผลตอบแทนการลงทุนนั้นต่างกันอย่างที่เห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...