ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เหมือนกัน แต่ ไม่เหมือนกัน / โดย คนขายของ


เมื่อสิบกว่าปีก่อน มีนักลงทุนไทยหลายท่านได้เริ่มลงทุนในธุรกิจที่เรียกว่ากลุ่ม “Modern Trade” หรือ “ค้าปลีกสมัยใหม่” เช่นหุ้นของ CP7-11, BIGC และ HomePro เพราะได้ศึกษาการเติบโตของธุรกิจ ประเภทนี้ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป และเห็นว่าการเติบโตในลักษณะที่เคยเกิดขึ้นในต่างแดน กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะจับกระแสได้ถูกต้อง นักลงทุนเหล่านั้นสามารถสร้างผลกำไรในการลงทุน ได้อย่างมากมาย ผ่านมาร่วมสิบปี นักลงทุนไทยหลายท่านเริ่มสนใจไปลงทุนในต่างประเทศ เมื่อมาถึง ขั้นตอนแรกที่จะเริ่มลงทุน มักเลือกหุ้นที่มีความคุ้นเคย หรือ ที่เคยประสบความสำเร็จในการลงทุนใน หุ้นกลุ่มนั้นๆในไทยมาก่อน เช่น ค้าปลีก ร้านอาหาร ผู้ผลิตเครื่องดื่ม หรือ กลุ่มสื่อสาร เพราะเห็นว่า หุ้นเหล่านี้อยู่ในกระแสหลักของโลกที่ชนชั้นกลางมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้น ทำให้รสนิยมในการบริโภคคล้ายคลึงกัน บทสรุปนี้จะถูกต้องหรือไม่? เราลองมาดูกรณีศึกษา ที่เกิดขึ้นจริงของหุ้นเหล่านี้ในต่างประเทศกัน

ในขณะที่หุ้น Hypermarket อย่าง BIGC Supercenter ในไทย ราคาหุ้นได้ขึ้นมาถึง 10 เท่าในรอบ สิบปีที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าหุ้น Hypermarket ที่ทำธุรกิจในจีน อย่างหุ้น Sun Art Retail Group ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้ถือหุ้นขนาดนั้นได้ Sun Art เกิดจาการร่วมทุนของ บริษัท Groupe Auchan ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส กับ RT Mart ของไต้หวัน ณ สิ้นไตรมาส 3 ปีนี้บริษัทมีสาขาในจีนสูงถึง 396 สาขา มีส่วนแบ่งการตลาด 14% นับว่าเป็นHypermarket ที่ใหญ่ที่สุดในจีน Sun Art ทำการขายหุ้นให้บุคคลทั่วไปในปี 2011 ที่ราคา 7.2 HKD ผ่านมา 4 ปี ราคาหุ้นกลับอยู่แค่ 5.66 HKD ขาดทุนไปราวๆ 20% ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่นักลงทุนควรศึกษาเวลาซื้อหุ้นต่างประเทศ นอกจากรู้เรื่องของบริษัทที่จะซื้อหุ้นแล้ว ควรศึกษาสภาวะแวดล้อมของการแข่งขันด้วย ตลาดHypermarket ของจีนนั้นมีผู้เล่นมากมายถึง 10 บริษัท ทุกบริษัทไม่มีใครสามารถสร้างส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 20% ทำให้การแข่งขันสูงมาก แต่ในไทย เมื่อก่อนมีผู้เล่นสามราย ตอนนี้เหลือแค่สองราย ทำให้ระดับความเข้มข้นของการแข่งขัน ต่างกันมาก นอกจากนั้น ในตลาดจีนยังมีบริษัท China Resources Enterprise ซึ่งมีรัฐบาลจีนเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ ห้าง Walmart และห้าง Carrefour ร่วมแข่งขันด้วย แถมยังมีร้านค้าออนไลน์อีกเป็นจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ อัตรากำไรสุทธิของ Sun Art ที่เคยสูงถึง 3.41% ในปี 2013 ได้ลดลงมาเหลือแค่ 2.8% ในไตรมาสล่าสุด ในขณะที่ตัวเลขของBIGC อยู่ที่เกือบ 5%

ธุรกิจร้านอาหารเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจรับ เงินสดและไม่ต้องสร้างอาคารเองเพราะอาศัยเช่าพื้นที่ศูนย์การค้า ทำให้การคืนทุนค่อนข้างเร็ว หุ้นร้านอาหารของไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในรอบสิบปี เช่น หุ้นของร้านอาหาร S&P ปรับตัวขึ้น มาถึง 6 เท่าในระยะเวลา 10 ปี แต่ถ้าเรามาดูหุ้นร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่น ที่เราคุ้น เคยกันดีเพราะมี สาขาในประเทศไทยอย่าง Mos Food Services เจ้าของร้าน Mos Burgerราคาปรับขึ้นมาแค่ หนึ่งเท่าในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้เพราะกิจการอาหารในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ถือครองเงินสด อยู่ในปริมาณมาก ไม่ยอมนำไปลงทุนเพิ่ม การขยายงานเน้นอนุรักษ์นิยม ทำให้ ROE (อัตราส่วนผล ตอบแทนผู้ถือหุ้น) ต่ำมากๆ ผมศึกษา ROE ของหุ้นร้านอาหารในญี่ปุ่น 11 บริษัท พบว่า ROE สูงสุดทำได้แค่ 6.88% ในขณะที่ ROE ของหุ้น S&P ของไทยทำได้สูงถึงเกือบ 30%

ในตอนนี้นักลงทุนไทยสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้อย่างสะดวกสบาย มีหลายโบรกเกอร์ให้ บริการซื้อขายหุ้นของต่างประเทศได้ แต่การลงทุนในหุ้นต่างประเทศให้ได้ผลดี นักลงทุนควรศึกษา หาความรู้เกี่ยวกับประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเมืองการปกครอง, พฤติกรรมผู้บริโภค, วัฒนธรรมการทำธุรกิจ, ภาพรวมของอุตสาหกรรมในประเทศนั้นๆ ประกอบการตัดสินใจ  การลงทุน ที่เคยให้ผลตอบแทนที่ดีในไทย อาจสามารถนำไปใช้ในต่างประเทศได้ หากแต่ต้องมีการศึกษาหา ความรู้เพิ่มเติมเพื่อปรับแต่งประกอบด้วย การด่วนสรุปว่าหุ้นในกลุ่มเดียวกันต้องมีลักษณะเหมือนกัน ดังเช่นว่า หุ้นค้าปลีกในจีนควรมี PE เท่ากับหุ้นค้าปลีกในไทย หรือหุ้นค้าปลีกออนไลน์ในจีนควรมี การเติบโตเหมือนหุ้นค้าปลีกออนไลน์ของอเมริกา อาจทำความเสียหายให้แก่เงินลงทุนได้ ทั้งนี้เพราะ ถึงแม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่สภาวะแวดล้อมต่างกัน ดังนั้นการประเมินมูลค่าจึงควรใช้ บรรทัดฐานที่ต่างกันเพื่อความถูกต้องแม่นยำของนักลงทุน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...