ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เลือกหุ้น 3 มิติ โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


นักลงทุนส่วนใหญ่นั้น  เวลาจะเลือกหุ้นลงทุน  พวกเขามักจะต้องพิจารณาดูว่าหุ้นตัวนั้นจะมีเรื่องราวหรือผลประกอบการดีอะไร ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ  บางทีเป็นรายวันหรือรายเดือน  จำนวนมากดูว่าผลประกอบการรายไตรมาศที่กำลังจะประกาศนั้นรายได้และกำไรจะโตแค่ไหน   พวกเขาคิดว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับประเด็นเหล่านั้นมากที่สุด  นักลงทุน “ขาใหญ่” จำนวนมากนั้นต่างก็มักจะแสวงหาข้อมูล  “Inside” หรือข้อมูลเฉพาะจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท  ถ้ารู้ว่าผลประกอบการจะออกมาดีมาก  พวกเขาก็จะเข้ากวาดซื้อหุ้นจำนวนมากก่อนที่ผลประกอบการที่โดดเด่นจะออกมาจริง   ซึ่งก็มักจะส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงลิ่วและมีคนเข้ามา  “เล่น”  หรือซื้อขายกันอย่างหนัก   คนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนก็สามารถขายหุ้นทำกำไรอย่างงดงาม  ส่วนคนที่เข้ามาทีหลังนั้นมักจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงลิ่ว  บางคนก็กำไรบ้าง  บางคนก็ขาดทุนบ้าง  บางคนขาดทุนอย่างหนัก  น้อยคนจะรวยด้วยวิธีนี้  และนี่ก็คือ “เกมการเล่นหุ้น” ที่นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่จะได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยแล้วแย่มากในระยะยาว   แต่คนก็เล่นกัน  ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความ “บันเทิง” ที่คนเล่นจะต้อง  “จ่ายตังค์” มันไม่ใช่การลงทุนที่จะ “ทำเงิน”

การที่จะลงทุนระยะยาวและหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีนั้น  เราต้องไม่เลือกหุ้นด้วยวิธีการแบบนั้น  เราต้องเลือกหุ้นที่ในระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนที่ดีแม้ว่าบางครั้งในระยะสั้นมันอาจจะดีหรือไม่ก็ได้  สูตรหรือปัจจัยหรือ  “มิติ” ใหญ่ ๆ  ของหุ้นที่จะช่วยให้เรารู้จักและเลือกหุ้นลงทุนที่ถูกต้องนั้นผมคิดว่ามีอยู่ 3 ประเด็นใหญ่ ๆ  ซึ่งถ้าเรากำหนดได้ถูกต้องแล้วความผิดพลาดก็จะน้อยลง  นั่นก็คือ  มิติแรกผมเรียกว่า  “คุณภาพ” ของกิจการหรือบริษัท  มิติที่สองก็คือเรื่องของการเติบโตโดยเฉพาะด้านของยอดขายและกำไรของบริษัท  และสุดท้ายก็คือมิติทางด้านของราคาหุ้น

ผมพูดมาบ่อยครั้งถึงนิยามหรือความหมายของ “คุณภาพ” แต่ก็อยากจะย้ำอีกครั้งว่ามันหมายถึงความสามารถในการขายสินค้าและการทำกำไรของบริษัท  คุณภาพที่ดีหมายความว่ามันแข่งขันกับสินค้าของคู่แข่งได้ดี  มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เช่นเรื่องของภาวะทางเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมมากนัก  ผลการดำเนินงานของบริษัทปีต่อปีมีความมั่นคงสูงผันผวนน้อย  บริษัทมี  “ความสามารถในการกำหนดอนาคตของตนเอง” ได้ค่อนข้างมาก  นี่ก็เป็นเพียงบางส่วนของคำอธิบายเรื่องคุณภาพ   ส่วนในด้านของราคาหุ้นเองนั้น  คำนิยามมักจะขึ้นอยู่กับราคาหุ้นทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ด้วย  บางช่วงที่ตลาดหุ้นไม่ดี  คำว่าหุ้นถูกอาจจะหมายความว่าค่า PE ไม่เกิน 10 เท่า  และหุ้นแพงคือเกิน 20 เท่า  ในช่วงเร็ว ๆ  นี้ที่ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ในเกณฑ์สูง  หุ้นถูกอาจจะหมายถึง PE ไม่เกิน 15 เท่า  และหุ้นแพงอาจจะขึ้นไปถึงหุ้นที่มี PE เกิน 30 เท่า

หุ้นที่เหมาะที่จะลงทุนระยะยาวนั้น  จะต้องมีมิติที่ดีอย่างน้อย 2 มิตินั่นก็คือ  1) อาจจะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดีและเติบโตซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็น “Super Company” แต่อาจจะไม่ใช่ “Super Stock” เพราะราคาหุ้นไม่ถูก การลงทุนในหุ้นแบบนี้ก็อาจจะให้ผลตอบแทนพอใช้หากราคาหุ้นไม่สูงเกินไปจนรับไม่ได้    หรือ 2) อาจจะเป็นหุ้นที่คุณภาพดีและหุ้นราคาถูกแต่ไม่เติบโตซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็น  “หุ้นแข็งแกร่ง” ซึ่งกรณีแบบนี้ถ้าบริษัทจ่ายปันผลดีก็อาจจะคุ้มที่จะลงทุนกลายเป็น “หุ้นปันผล”  หรือ 3) อาจจะเป็นหุ้นที่เติบโตและราคาหุ้นถูกแต่เป็นหุ้นที่มีคุณภาพไม่ดีอยู่ในธุรกิจโภคภัณฑ์ที่บริษัทไม่สามารถควบคุมอะไรได้มากนัก  นี่ก็อาจจะเป็น “หุ้นวัฏจักร”  ที่สามารถลงทุนได้แต่ก็ต้องดูจังหวะในการเข้าซื้อหรือขายหุ้นให้ถูกต้อง

หุ้นที่มีดีอยู่เพียงมิติเดียวนั้น  การเข้าไปลงทุนอาจจะเป็นความเสี่ยงที่สูงมาก  เพราะจังหวะที่ดีอาจจะสั้นมาก  ตัวอย่างเช่น 1)  หุ้นที่มีกำไรโตขึ้นแรงเพราะปัจจัยชั่วคราว  เช่นฟื้นจากการขาดทุนหนักเป็นหุ้น  “Turnaround”  หรือ “หุ้นฟื้นตัว”  ที่อาจจะไม่ได้ฟื้นจริง ๆ   การเข้าไปซื้อหุ้นที่มีราคาแพงและคุณภาพไม่ดีแบบนี้ก็อาจจะทำให้ขาดทุนได้ง่าย  หรือ 2)  หุ้นที่มีราคาถูกแต่คุณภาพแย่และไม่โตนั้น  เราเรียกว่าหุ้น “ตะวันตกดิน”  หรือเป็นหุ้นของบริษัทที่สินค้าหมดความสามารถในการแข่งขันหรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่จะค่อย ๆ  “ตาย”  ถึงแม้ว่าหุ้นจะมีราคาถูก  การเข้าไปลงทุนก็มักจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ  และ 3)  หุ้นที่คุณภาพดีอย่างเดียวแต่กิจการไม่โตและราคาหุ้นก็ไม่ถูก  นี่ก็เป็นหุ้นที่เรียกว่า “หุ้นโตช้า” ซึ่งคนลงทุนในระยะยาวก็มักจะไม่ได้อะไรตอบแทนเป็นเรื่องเป็นราว  ยิ่งไปกว่านั้น  ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงเป็นตลาดหมี  ราคาหุ้นแบบนี้ก็อาจจะลดลงตามไปด้วย

สุดท้ายก็คือหุ้นที่มีดีครบทั้ง 3 มิติ  นั่นก็คือบริษัทมีคุณภาพดีเยี่ยม  มีการเติบโตของธุรกิจเพราะเป็นสินค้าที่อยู่ในเมกาเทรนด์  และราคาหุ้นก็ไม่แพง  เราเรียกหุ้นแบบนี้ว่า “ซุปเปอร์สต็อก”  การลงทุนในหุ้นแบบนี้ในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนที่สูงมาก  บางทีถือไว้ 10 ปี ราคาหุ้นมักจะขึ้นมาเกิน 10 เท่าตัว  โดยที่เราไม่ต้องและไม่ควรทำอะไรกับมัน  อย่างไรก็ตาม  การที่จะพบหุ้นแบบนี้ก็ไม่ใช่ง่ายโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นโดยรวมเป็นตลาดกระทิง  ในยามที่ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักในบางครั้งเราก็อาจจะพบว่าการหาหุ้นที่มีครบทั้ง 3 มิติทำได้ง่ายขึ้นมาก  เหตุผลก็เพราะว่ามิติทางด้านราคาของหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นมากนั่นคือ  หุ้นเกือบทั้งตลาดอาจจะกลายเป็น “หุ้นถูก”  และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไม VI พันธุ์แท้จริง ๆ  อย่างวอเร็น บัฟเฟตต์  จึง “รัก” ช่วงเวลาที่หุ้นตกหนักมากกว่าช่วงที่หุ้นบูมหนัก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...