ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หุ้นกู้(ขยะ) โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ผมเป็นคนที่ไม่สนใจและไม่เคยลงทุนในหุ้นกู้เลย  เหตุผลก็เพราะว่าผมคิดว่าผมสามารถลงทุนในตลาดหุ้นและได้ผลตอบแทนที่ดีเกิน 10% ต่อปีในระยะยาวตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไปในขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้ 3-5 ปีนั้นให้ผลตอบแทนไม่เกิน 5% ต่อปี  อย่างไรก็ตาม  “เงินของภรรยา” ซึ่งเป็น “เงินออม” และเป็นเงินที่ “ไม่พร้อมจะรับความเสี่ยง”   ที่ในอดีตเคยฝากประจำหรือออมทรัพย์ในธนาคารนั้น  ในขณะนี้ส่วนใหญ่กลับอยู่ในหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนที่ผมคิดว่ามั่นคงและให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 3-5% สำหรับตราสารที่มีอายุ 3-10 ปี  การลงทุนในหุ้นกู้ของภรรยาผมนั้นต้องถือว่าเป็นที่น่าพอใจ  เพราะหลายปีที่ผ่านมานั้นได้ดอกเบี้ยครบถ้วนและมากกว่าการฝากเงินมาก   ผมเองเชื่อว่าคนที่ทำแบบนี้ในหลายปีที่ผ่านมาก็คงรู้สึกดีเช่นเดียวกัน  และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าในระยะหลังมีหุ้นกู้เอกชนของบริษัทจดทะเบียนออกมาขายมากมายและคนซื้อก็ตอบรับเป็นอย่างดี   อย่างไรก็ตาม  เมื่อผมมองดูแล้วก็อดวิตกไม่ได้ว่า  วันหนึ่งก็อาจจะมีคนที่จะต้องเสียหายจากการลงทุนเนื่องจากบางบริษัทอาจจะผิดนัดชำระหนี้เนื่องจากบริษัทไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด  ในขณะที่ผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่ได้มากจนคุ้มค่าที่จะลงทุน  ว่าที่จริงช่วงเร็ว ๆ  นี้เราก็ได้เห็นการ “ผิดนัดชำระหนี้” เกิดขึ้นบ้างแล้ว

การวิเคราะห์หุ้นกู้หรือตราสารการเงินที่เป็นหนี้เช่นตั๋วเงินบีอีนั้น  หลายคนอาจจะบอกว่า “ไม่จำเป็น”  เนื่องจากหุ้นกู้ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นกู้ที่มีการ “จัดอันดับ” ความมั่นคงหรือความเสี่ยงที่เรียกว่า  “เรทติ้ง” โดยอันดับสูงมากจะเป็นกลุ่ม A และต่ำลงมาจะเป็นกลุ่ม B ที่เป็นอันดับที่ดีและเป็นเกรดที่  “ลงทุนได้”  ในขณะที่ตั้งแต่ C ลงไปก็จะเป็น “หุ้นกู้ขยะ” ที่มีความเสี่ยงสูงมากไม่เหมาะกับการลงทุน  ซึ่งโดยปกติในวันแรกที่ขาย  หุ้นกู้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรทกลุ่ม B ขึ้นไป  แต่ที่เห็นหุ้นกู้เรท C นั้นก็มักจะเป็นเรทที่ได้รับภายหลังที่ฐานะการเงินของบริษัทตกต่ำลงจนทำให้บริษัทที่จัดอันดับลดเรทของหุ้นกู้ลง  ส่วนหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้นั้นจะได้รับเรท D  แต่นั่นก็คือการ “คาดการณ์” ของบริษัทจัดอันดับ  เพราะโดยข้อเท็จจริงก็คือ  หุ้นกู้บางตัวอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศนั้นเคยได้รับเรท A  แต่เวลาผ่านไปไม่กี่วันก็ผิดนัดชำระหนี้กลายเป็นเรท D  และก็มีอีกไม่น้อยเช่นกันที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้ที่ได้เรท C หรือแม้แต่ D แต่เวลาผ่านไปกลายเป็นบริษัทที่มั่นคงและหุ้นกู้ได้รับการปรับอันดับกลายเป็นเกรด B และ A ได้

ธรรมชาติของหุ้นกู้โดยเฉพาะที่เป็นหุ้นกู้ระยะยาวนั้น  เวลาที่มีการปรับเรทขึ้นมา  ราคาหุ้นกู้ก็จะเพิ่มขึ้น  แต่เวลาถูกปรับเรทลง  ราคาก็จะตกลง  เช่นเดียวกัน  เวลาอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดลดลง  ราคาหุ้นกู้ก็จะเพิ่มขึ้น  แต่เวลาดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้น  ราคาหุ้นกู้ก็จะลดลง  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเราไม่ซื้อไม่ขายและบริษัทไม่ได้มีปัญหาทางการเงิน  เราก็จะได้ดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกจนครบอายุหุ้นกู้   ในต่างประเทศที่ตลาดหุ้นกู้และพันธบัตรพัฒนาแล้ว  ตลาดจะใหญ่ยิ่งกว่าตลาดหุ้น  ราคาของตราสารหนี้ก็จะผันผวนขึ้นลงสูงและก่อให้เกิดกำไรขาดทุนมหาศาลเหมือนตลาดหุ้นเช่นกัน   ดังนั้น  การวิเคราะห์ของนักลงทุนตราสารหนี้จึงเข้มข้นเอาเป็นเอาตายไม่แพ้การลงทุนในตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นกู้ในไทยนั้นต้องถือว่ายังเล็กมากและไม่มีสภาพคล่องเท่าที่ควร  นอกจากนั้นดูเหมือนว่าจะมีคนวิเคราะห์น้อยมากยกเว้นแต่บริษัทจัดอันดับที่ต้องทำตามหน้าที่แต่ไม่ได้เสี่ยงลงเงินของตนเอง  การวิเคราะห์จะถูกหรือผิดจากความเป็นจริงก็ไม่ได้กระทบกับรายได้ของตนเอง  แต่ในฐานะของนักลงทุนที่อาจจะอยากลงทุนในหุ้นกู้นั้น  ผมคิดว่าเราต้องศึกษาและเข้าใจว่าหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ที่จะลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่  การวิเคราะห์ที่เราจะต้องดูมีหลายประเด็น

ประเด็นแรกก็คือ  ผลตอบแทนที่เราจะได้จากหุ้นกู้นั้นมีจำกัดนั่นก็คือ  ไม่ว่าบริษัทจะมีผลประกอบการที่ดีแค่ไหนก็ตามในอนาคตที่เรายังถือหุ้นกู้อยู่  เราก็จะได้แค่ดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตายตัวที่ 3-5% อย่างในช่วงเร็ว ๆ  นี้  แต่ถ้าอนาคตที่ว่านั้นบริษัทเกิดขาดทุนจนล้มละลายไม่มีปัญญาใช้หนี้  เงินเราก็อาจจะสูญหรือได้รับน้อยลงจากเงินที่เราซื้อหุ้นกู้ในวันแรก  ดังนั้น  เวลาเราวิเคราะห์กิจการ  เราจะต้องดู Downside หรือดูโอกาสที่บริษัทจะมีปัญหามากกว่า Upside หรือโอกาสที่บริษัทจะกำไรมาก ๆ   โดยวิธีการอย่างหนึ่งก็คือ  ดูว่าบริษัทมีความมั่นคงของผลประกอบการมากน้อยแค่ไหน  ถ้าอดีตที่ผ่านมาบริษัทมีผลประกอบการขึ้นลงรุนแรง  บางปีดีมากบางปีแย่  แบบนี้ก็อันตราย

ตัวอุตสาหกรรมเองก็เป็นประเด็นสำคัญ  บางอุตสาหกรรมนั้นมีธรรมชาติที่ผลประกอบการผันผวนเนื่องจากเป็นธุรกิจโภคภัณฑ์ที่เป็นวัฏจักร  แบบนี้ก็อันตรายเนื่องจากอนาคตอุตสาหกรรมอาจจะตกต่ำจนบริษัทล้มละลายได้

ภาระหนี้ที่บริษัทมีก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ  ถ้าบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สูงมากเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น  แบบนี้บริษัทก็มีโอกาสสูงขึ้นที่จะไม่สามารถจ่ายหนี้ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริษัทก็อยู่ในอุตสาหกรรมที่อาจจะมีความผันผวนสูงในบางช่วง  ยกตัวอย่างธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเงินที่มักมีหนี้สูงมากและในบางครั้งที่เศรษฐกิจมีปัญหาหรือบริษัทมีปัญหาทางด้านหนี้เสียหรือเกิดปัญหาทางด้านความเชื่อมั่น  บริษัทก็อาจจะล้มละลายได้ง่าย  เหล่านี้ก็คือตัวอย่างของประเด็นที่ต้องระวังเวลาจะลงทุนในหุ้นกู้

บางคนอาจจะคิดว่าประเด็นต่าง ๆ  ที่กล่าวถึงนั้นบริษัทจัดอันดับน่าจะรวมไว้แล้วในการจัดอันดับเรทติ้ง  ดังนั้นเราไม่ต้องวิเคราะห์  แต่ในความรู้สึกของผมก็คือ  บริษัทเรทติ้งน่าจะเน้นที่ผลประกอบการอดีตและปัจจุบันเป็นหลัก  พวกเขาจะดูว่าบริษัท  “ดี”  หรือไม่ในสภาวะปัจจุบันโดยไม่ได้เน้นหนักไปทางด้านของโครงสร้างของอุตสาหกรรมและของบริษัท  และนั่นทำให้เราเห็นบริษัทการเงินหรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือแม้แต่บริษัทที่มีความผันผวนสูงอย่างผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์เช่น ปิโตรเคมี  หรือธุรกิจเดินเรือได้รับเรทติ้งที่ดีในยามที่บริษัทเหล่านั้นอยู่ในวงจรที่กำลังรุ่งเรือง  แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีอาจจะกลายเป็นหุ้นกู้ขยะ เป็นต้น  ดังนั้น  ถ้าจะลงทุนซื้อหุ้นกู้  ก็จงทำเหมือนกับการลงทุนในหุ้น  อย่าเชื่อนักวิเคราะห์หรือนักจัดอันดับ  เชื่อตนเอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...