ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์ โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ประวัติการลงทุนในตลาดหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่มุ่งมั่นจริงจังและเป็นการลงทุน  “เพื่อชีวิต” นั้นน่าจะเริ่มตั้งแต่เขาจัดตั้ง  “ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์” ที่รวบรวมเงินจากญาติสนิทมิตรสหายได้เงินมาประมาณหนึ่งแสนเหรียญในปี 1956 ขณะที่เขามีอายุเพียง 26 ปีและเป็นปีที่กองทุนของ เบน เกรแฮม ที่บัฟเฟตต์ทำงานอยู่ปิดตัวลงเนื่องจาก เบน เกรแฮม ตัดสินใจเกษียณ  และบัฟเฟตต์ตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่โอมาฮา  ในเวลานั้นบัฟเฟตต์คงได้ตัดสินใจแล้วว่าจะก้าวเดินในสายของการลงทุนด้วยตัวเองแทนที่จะเกาะไปกับกองทุนของ เบน เกรแฮม ที่ได้เสนอให้บัฟเฟตต์รับช่วงเป็นหุ้นส่วนในบริษัทจัดการกองทุนต่อไป  เหตุการณ์หลังจากนั้น  ทุกอย่างของห้างหุ้นส่วนก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ  “ตำนาน” ของวอเร็น บัฟเฟตต์  นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่

หลักการและเงื่อนไขสำคัญของห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์หรือก็คือ  “กองทุนรวมบัฟเฟตต์” นั้นแตกต่างจากกองทุนรวมทั่ว ๆ  ไปแต่จะคล้าย ๆ  กับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในปัจจุบันนั่นก็คือ  มันกำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้บริหารมีแรงจูงใจในการบริหารเต็มที่และไม่มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันนั่นก็คือ  ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนได้ดี ผู้บริหารกองทุนก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีด้วย  แต่ถ้าบริหารไม่ดี  ผู้จัดการก็จะไม่ได้อะไรตอบแทนและอาจจะขาดทุนด้วย  นอกจากนั้นบัฟเฟตต์ยังกำหนดให้ตนเองมีอิสรภาพในการตัดสินใจเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลต่ออารมณ์หรือความรู้สึกของผู้ลงทุนในระยะสั้น  และต่อไปนี้ก็คือเงื่อนไขหลัก ๆ ที่บัฟเฟตต์ตั้งขึ้นในการบริหารและจัดการกองทุนของเขา

เริ่มตั้งแต่ผลตอบแทนการลงทุนที่จะทำได้  บัฟเฟตต์ตั้งเป้าว่ากองทุนน่าจะทำผลตอบแทน  “ระยะยาว” ซึ่งก็คืออย่างน้อย 3-4 ปีขึ้นไป  สูงกว่าดัชนีตลาดเช่นดัชนีดาวโจนส์ ประมาณปีละ 10% ซึ่งก็คือประมาณ 15-18% ต่อปีแบบทบต้นเนื่องจากดัชนีดาวโจนส์นั้นเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5-8% ต่อปีแบบทบต้นในช่วงเวลานั้น  แต่นี่ก็ไม่ใช่การรับประกัน  คนที่มาลงทุนในครั้งแรกซึ่งมีไม่ถึง 10 คนต่างก็เป็นญาติและเพื่อนที่ไว้ใจและเชื่อมั่นในตัวบัฟเฟตต์และว่าที่จริงเป็นคนที่ขอร้องให้บัฟเฟตต์ช่วยบริหารเงินเอง

บัฟเฟตต์ไม่คิดค่าธรรมเนียมในการบริหารเงินแต่จะขอส่วนแบ่งจากกำไรจากการลงทุน  ถ้าปีไหนห้างหุ้นส่วนหรือกองทุนกำไรเกิน 6%  เขาจะขอส่วนแบ่งส่วนที่เกิน 25%  เช่นถ้ากำไรต่อปีเท่ากับ 16%  ส่วนที่เกินจาก 6% คือ 10% เขาจะได้ส่วนแบ่ง 2.5%  แต่ในกรณีที่กำไรไม่ถึง 6% หรือขาดทุนในปีไหน  เขาก็จะไม่คิดค่าบริหารในปีนั้น  และก็จะไม่คิดค่าบริหารในปีต่อไปถ้าเงินลงทุนนั้นยังไม่กลับขึ้นมาเท่าเงินก่อนที่จะเกิดการขาดทุน  พูดง่าย ๆ  ถ้าช่วงปีไหนที่เงินไม่งอกเงยขึ้นเกิน 6%  แบบทบต้น  คนลงทุนก็ยังไม่ต้องจ่ายค่าบริหารกองทุน

บัฟเฟตต์อนุญาตให้ถอนเงินลงทุนได้เพียงปีละครั้งเพื่อที่จะทำให้เม็ดเงินลงทุนไม่ผันผวนจากคนที่อาจจะถอนหน่วยลงทุนในระหว่างปีโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์ย่ำแย่  ซึ่งจะทำให้การบริหารเงินลงทุนมีปัญหาต้องขายหุ้นอย่างรวดเร็วในยามที่ไม่เอื้ออำนวย

บัฟเฟตต์ลงทุนแบบ Focus มาก  หุ้นตัวหลัก ๆ  ของเขาแต่ละตัวนั้นคิดเป็น 10-20% ของกองทุน  ในช่วงหนึ่งนั้นเขากำหนดว่าตัวใดตัวหนึ่งต้องไม่เกิน 40% ของกองทุนซึ่งถือว่าสูงมากและอาจจะเป็นความเสี่ยงที่สูง   อย่างไรก็ตาม  ในกรณีแบบนั้นก็มักจะเกิดขึ้นเนื่องจากเขาเห็นโอกาสมหาศาลจากหุ้นบางตัวโดยที่ความเสี่ยงกลับต่ำ  เข้าทำนองเป็นหุ้น  “ตีแตก”  อย่างในกรณีของหุ้นอเมริกันเอ็กซ์เพรส  หรือหุ้นดิสนีย์ที่เขาเข้าซื้อจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ทำกำไรให้กองทุนมหาศาล

ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์ ดำเนินมาต่อเนื่องถึงปี 1969 หรือ 13 ปี  โดยที่คนลงทุนได้ผลตอบแทนหลังจากค่าบริหารประมาณ 24% ต่อปีแบบทบต้น  เงิน 1 เหรียญกลายเป็นประมาณ 16 เหรียญ หรือโตขึ้น 15 เท่าในเวลา 13 ปี  ในส่วนของบัฟเฟตต์เองซึ่งได้ค่าบริหารทุกปีด้วยนั้นสามารถทำผลตอบแทนแบบทบต้นได้ปีละประมาณ 30% เงิน 1 เหรียญกลายเป็น 29 เหรียญ ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์โตขึ้นเพียงปีละ 7.4% เงิน 1 เหรียญกลายเป็นเพียง 2.5 เหรียญ  สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  ในช่วง 13 ปีนั้น  กองทุนไม่เคยขาดทุนเลยในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ติดลบไป 5 ปี  นอกจากนั้น  ดูเหมือนว่าผลงานการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นมีความสม่ำเสมอสูงมาก  เขาไม่เคยทำกำไรให้กองทุนสูงขนาด 50% ต่อปีขึ้นไปเลยและมีน้อยมากที่กำไรน้อยกว่า 10%  ส่วนใหญ่แล้วเขาก็จะทำได้ตั้งแต่ 20-40% ต่อปีเป็นหลัก  ซึ่งนี่ก็อาจจะแสดงให้เห็นถึงการกระจายหุ้นลงทุนในระดับที่พอเพียงไม่ใช่แบบบางคนที่อาจจะใช้วิธีการทุ่มลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจนทำให้ผลตอบแทนบางปีสูงลิ่วแต่บางปีก็ตกต่ำรุนแรง

กลยุทธ์เลือกหุ้นของบัฟเฟตต์ในห้างหุ้นส่วนนั้นเน้นไปที่หุ้น 3-4 กลุ่ม ไล่ตั้งแต่กลุ่มที่น่าจะมากที่สุดก็คือกลุ่ม “นายพล” หรือหุ้นตัวเอกขนาดใหญ่ที่เขาดูว่ามี Value หรือคุ้มค่าตามหลักการของเบน เกรแฮม  กลุ่ม “Workout” หรือกลุ่มที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีเหตุการณ์พิเศษเช่น  มีการประกาศเทคโอเวอร์หรือมีโอกาส Arbitrage ซื้อขายทำกำไรโดยไม่มีความเสี่ยง  และกลุ่ม “Control” ซึ่งก็คือกลุ่มที่บัฟเฟตต์เข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดที่มีอำนาจในการจัดการบริษัท  โดยที่หุ้นทุกกลุ่มนั้น  จุดมุ่งเน้นส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเรื่องของราคาหุ้นที่ถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทและนี่ก็คือแนวทางแบบเบน เกรแฮม ซึ่งก็น่าจะเหมาะกับสถานการณ์ของตลาดหุ้นในช่วงนั้นที่มีหุ้นราคาถูกมากมายประกอบกับการที่พอร์ตของบัฟเฟตต์ยังไม่ใหญ่นักที่ทำให้เขาสามารถเข้าซื้อหุ้นได้ทุกขนาด  การปรับตัวเองมาลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ของบัฟเฟตต์ นั้น  เกิดขึ้นภายหลังเมื่อเขาปิดห้างหุ้นส่วนและเปลี่ยนมาใช้บริษัทเบิร์กไชร์แฮททาเวย์เป็นเครื่องมือของการลงทุนต่อมาจนถึงทุกวันนี้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...