ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

VI หลายยุค โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


แนวความคิดการลงทุนแบบ Value Investments ในตลาดหุ้นไทยนั้นน่าจะดำเนินมากว่า 20 ปีแล้ว  ผมเองยังจำได้ว่าผมเริ่มแนวทางการลงทุนแบบนี้มาตั้งแต่ประมาณปี 2537-39 ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540  ในช่วงนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นการลงทุนเงินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ผมเป็นผู้บริหารอยู่  เรียกในสมัยนี้ก็คือ  Prop Trade หรือการลงทุนเงินของบริษัทหลักทรัพย์เอง  ในสมัยนั้นมีมีบริษัทไม่มากนักที่ทำอย่างนั้นและเงินที่ใช้ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ผมทำงานอยู่ก็ไม่สูงนัก   ผลการลงทุนในช่วงประมาณ 2-3 ปี ก็ไม่ได้ผลตอบแทนที่ดี  ว่าที่จริงน่าจะแย่มาก  เพราะราคาหุ้นในตอนที่ซื้อก็คงแพงเพราะอยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีราคาแพงมากเป็น “ฟองสบู่”  พอเกิดวิกฤติหุ้นก็กลายเป็นหายนะ  ราคาหุ้นทุกตัวตกต่ำลงมาหมด  อย่างไรก็ตาม  นี่เป็นยุคของการ “ก่อตัว” ของแนวความคิด

หลังปี 2540 ผมก็เริ่มชีวิตการลงทุนแบบ VI เต็มตัวหลังจากที่ต้องออกจากงานประจำที่มั่นคง   ด้วยราคาหุ้นที่ตกต่ำลงมาก  ผมก็เห็นหุ้นที่มี “คุณภาพดี”  จำนวนมากมีราคาที่ถูกมาก  ค่า PE ไม่เกิน 10 เท่า  PB ต่ำกว่า 1 เท่า และปันผลที่สูงลิ่วบางตัวถึง 10% ต่อปี  ผมจึงเริ่มเข้าไปซื้อลงทุน  และหลังจากนั้นผมก็เริ่มเขียนหนังสือและบทความเผยแพร่แนวความคิดแบบ VI จนเริ่มได้รับความนิยมและเริ่มมีนักลงทุนสนใจเข้ามาฟังการสัมมนาและเริ่มจับกลุ่มก่อตั้งเป็นชมรม VI มีเวปไซ้ต์ซึ่งขณะนั้นยังเป็นของใหม่ในประเทศไทยเป็นของตนเอง   ใน “ยุคเริ่มต้น” นี้  เนื่องจากราคาหุ้นถูกมาก  ที่จริงน่าจะถูกที่สุดเพราะในช่วงหนึ่งดัชนีตลาดตกลงไปถึงประมาณ 200 จุดเศษ ๆ  การลงทุนแบบ VI ทำได้ง่ายและให้ผลตอบแทนสูง  ความเข้าใจของคนก็คือ VI นั้นคือการลงทุนในหุ้นที่มีราคาถูกเป็นหลัก  จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งในช่วงนี้ก็คือ  นักลงทุนที่เป็น VI กลายเป็นคนลงทุน “รุ่นใหม่”  ที่ไม่ได้ Active หรือเคยเล่นหุ้นเป็นประจำในตลาดหุ้นก่อนหน้านั้น  พวกเขาเป็นคนกินเงินเดือนที่มีการศึกษาสูง  การลงทุนของพวกเขาเน้นที่ “พื้นฐานของกิจการ” ลงทุน “ระยะยาว”  และถือหุ้นเป็นพอร์ตโฟลิโอ

ช่วงต่อมาน่าจะเรียกว่าช่วง “เติบโต”  หลังจากที่แนวคิดเรื่อง VI  เริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างส่วนหนึ่งจากภาวะหุ้นบูมในปี 2546 ที่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นปีเดียวประมาณ 120%  และสื่อมวลชนต่างก็สนใจที่จะเข้ามารายงานและทำรายการเกี่ยวกับตลาดหุ้น  และถ้าจำไม่ผิด  นี่เป็นปีก่อตั้งของ Money Channel สถานีทีวีที่เน้นเฉพาะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  VI กลายเป็นการลงทุน “กระแสหลัก” ของนักลงทุน “รุ่นใหม่”  ที่หวังจะร่ำรวยจากการลงทุน  หนังสือพิมพ์เริ่มมีบทสัมภาษณ์และข้อมูลเกี่ยวกับ VI แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ใหญ่เท่ากับ  “ขาใหญ่”  ในตลาดหุ้น

หลังจากวิกฤติ “แฮมเบอร์เกอร์” ของตลาดหุ้นสหรัฐ-และไทยในปี 2551 และการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีต่อมา  การลงทุนและนักลงทุน VI ก็กลับมาเติบโตอย่างรวดเร็ว  “VI มืออาชีพ” จำนวนไม่น้อยสามารถสร้างผลงานการลงทุนในระดับที่เป็น “ปรากฏการณ์”  นั่นคือหลาย ๆ  คนสามารถสร้างความมั่งคั่งจนกลายเป็นคนร่ำรวยมีพอร์ตเป็นร้อยหรือเป็นพันล้านบาทจากเงินเริ่มต้นไม่มากนัก  ชื่อของพวกเขาปรากฏในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในหลาย ๆ  บริษัทที่มีมูลค่ากิจการหรือ Market Cap. เติบโตขึ้นมหาศาลในเวลาอันสั้น  หลาย ๆ  คนเป็นเซียนหุ้นเติบโต  บางคนเป็นเซียนหุ้นฟื้นตัว  บางคนเน้นหุ้นที่เป็นวัฏจักร  ทุกคนต่างก็เป็น “สุดยอด VI” ที่เป็น “ไอดอล” ของคนรุ่นใหม่  แนวความคิดที่เน้นซื้อหุ้นถูกแบบ VI ดั้งเดิมนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง  ว่าที่จริงหุ้นที่ราคาถูกจริง ๆ  ก็เหลือน้อยมากยกเว้นในช่วงวิกฤติหรือไม่ก็เป็นหุ้น  “ตะวันตกดิน” ที่ไม่โตและอาจจะค่อย ๆ  ตาย   ช่วงของความเฟื่องฟูนี้น่าจะเรียกว่าเป็น  “ยุคทองของ VI” ซึ่งดำเนินมาจนถึงปี 2555

ยุคทองของ VI นั้นน่าจะทำให้ VI เป็น “กระแสหลัก” ของ “นักลงทุนทั่วไป”   แม้แต่นักลงทุน  “รายใหญ่”  ในตลาดหุ้น  ซึ่งในช่วงนี้หลายคนก็คือ VI รุ่นใหม่ที่เข้าตลาดด้วยเงินจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารวมถึงนักลงทุนรายใหญ่เดิมที่หันมาให้ความสำคัญกับการลงทุน  “แนว VI” และเรียกตัวเองว่าเป็น VI   ดูเหมือนว่าจะเป็น  Consensus  หรือเป็น “มติมหาชน”  ไปแล้วว่า VI คือแนวทางที่จะลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนดีที่สุด  คนทุกคนอยากที่จะเป็น VI แม้ว่าหลายคนบอกว่าจะทำไม่ได้และหลายคนก็ไม่ใช่ VI จริง ๆ   อย่างไรก็ตาม  ผลจากความนิยมนั้นทำให้ราคา “หุ้น VI”  จำนวนมากหรืออาจจะเกือบทั้งหมดกลายเป็น  “ฟองสบู่”  ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาซื้อตามขาดทุนอย่างหนักในขณะที่ VI รายใหญ่เป็นคนขายก็ทำให้เกิดภาพของ  “VI ทมิฬ”  ที่  “หลอกกินเงินคนอื่น”

สองสามปีที่ผ่านนี้  ผมคิดว่าเป็นจุด “สิ้นสุดยุคทองของ VI” การลงทุนคงไม่ง่ายเหมือนเดิมเนื่องจากราคา “หุ้น VI” สำหรับผมแล้วไม่ค่อยมี Margin of Safety ที่จะลงได้อย่างสบายใจ  ด้วยเหตุผลนี้คงจะทำให้ VI รุ่นหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้ร่ำรวยจากยุคทองของ VI ไทย  เริ่มที่จะมองหาตลาดใหม่ที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมแบบที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อน  ประกอบกับการ “เปิดตลาด” ของหุ้นทั่วโลกเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นใน AEC  นั่นส่งผลให้ VI นักบุกเบิกจำนวนหนึ่งที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เริ่มไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดหุ้นเวียตนาม   ผมเองลึก ๆ  แล้วก็รู้สึกว่าในที่สุดยุคของ VI ไทยหลังจากนี้ก็อาจจะเป็นยุคของ “การลงทุนในต่างประเทศ”  โดยเฉพาะถ้าตลาดหุ้นไทยไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างที่เคยเป็น  เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...