ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Work Less Earn More โดย คุณวีรพงษ์ ธัม


ทุก ๆ ปีที่ผ่านไปทุกคนรู้สึกว่าต้องทำงานหนักขึ้น แต่ผลตอบแทนน้อยลง การลงทุนแม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดี แต่ในภาพใหญ่นักลงทุนก็ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อผลตอบแทนที่น้อยลง ในขณะที่ความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ แต่ความคิดที่ว่าทำงานน้อยลง เพื่อให้ได้รายได้มากขึ้นก็ยังเป็นความฝันของคนทุกคน เรื่องอิสรภาพทางการเงินเป็นเป้าหมายของหนุ่มสาวในยุคนี้ ในขณะเดียวกันสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แรงงานในวัยทำงานซึ่งเป็นต้นทุนหรือ Input หลักอย่างหนึ่งของระบบเศรษฐกิจจะน้อยลงเรื่อย ๆ ปี 2560 จะเป็นปีแรกที่ประชากรไทยเติบโตเท่ากับ 0% คำถามคือเราควรวางแผนชีวิตปีหน้าอย่างไรดีเพื่อให้ตอบโจทย์เรื่องทำงานน้อยลง รายได้มากขึ้นได้

            วิธีเดียวที่เราจะสามารถ Work Less, Earn More ได้ คือ การเพิ่มผลิตภาพหรือ Productivity นี่คืออัตราส่วนระหว่างผลผลิตที่ทำได้ เมื่อเทียบกับปัจจัยการผลิตที่เราใส่เข้าไป (Output/Input) เช่นสำหรับคนทั่วไป ผลผลิตก็คือเงินเดือนหรือรายได้ หารด้วยปัจจัยการผลิต คือแรงงานของเรา ถ้าเป็นบริษัท ผลผลิตก็เป็นกำไร เมื่อเทียบกับปัจจัยการผลิต คือ ทุน (เช่นแรงงาน เงินทุน เทคโนโลยี) หรือในมุมบริษัท Productivity ก็อาจจะมองเป็นสัดส่วนการเงินอย่าง Return on Equity (ROE) ก็ได้ไม่ผิดนัก

            ที่ผ่านมาประเทศมั่งคั่งขึ้น คนชั้นกลางร่ำรวยขึ้น เพราะเราสามารถเพิ่มผลผลิต (Output) ได้มาโดยตลอด ตั้งแต่ย้ายจากภาคการเกษตรมาสู่ภาคการผลิต เช่นการย้ายชาวนามาทำงานในโรงงาน หรือย้ายมาสู่ภาคบริการ เช่น ร้านค้าปลีก โรงแรม และในระหว่างนั้น เราก็เพิ่ม Output โดยการ “เพิ่มเวลาการทำงาน” คือการทำงานล่วงเวลา หรือ ทำโอที (Over time) การเพิ่มผลผลิตลักษณะนี้ “ไม่สามารถอยู่ได้” ในระยะยาวหากเราไม่เพิ่ม “ผลิตภาพ” หรือ Productivity ควบคู่กันไปด้วย เช่น แรงงานต้องเพิ่มทักษะความสามารถในการทำงาน การศึกษาไทยก็ต้องตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ให้สิ่งที่เรียนมา สามารถนำมาใช้งานจริง และต่อยอดได้ นอกจากนั้น เจ้าของเงินทุนก็ต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี และเครื่องจักรไปพร้อม ๆ กัน เสียดายที่ิสิ่งเหล่านี้ในประเทศไทยเกิดได้ช้าหรือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จนทำให้ภาพรวมประเทศเสียความสามารถในการแข่งขันบางส่วนให้กับประเทศเกิดใหม่ โรงงานในยุคปัจจุบัน น้อยแห่งที่จะมีโอทีเฟื่องฟูเหมือนแต่ก่อน หลายที่ต้องปรับลดคนงาน สาเหตุเพราะความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ลดลง เพราะเรามีผลิตภาพลดลง

            ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นมาก และผลิตภาพตามขึ้นมาไม่ทัน Input ก็สามารถเพิ่มได้ยาก เพราะเราทำงานเต็มไม้เต็มมือแล้ว ครอบครัวบางส่วนจึงเลือกที่จะลดค่าใช้จ่าย รัดเข็มขัด หรือลด Output แทน สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดในสังคมยุคใหม่คือ ลดการมีบุตร เพราะนี่คือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด กว่าลูกจะสร้างผลผลิตให้ครอบครัวได้ก็ต้องใช้เวลา 20 กว่าปี ผลผลิตต่อหัวของครอบครัวจะลดลงทันที 33% เมื่อมีลูกคนแรกเพราะตัวหารเพิ่มขึ้น สังคมยุคนี้ต่างจากสมัยก่อนที่ลูกอายุ 10 ขวบก็ช่วยงานได้มากแล้ว ภาคธุรกิจก็เลือกที่จะลดการลงทุนลง เก็บเงินสด หรือลงทุนเสี่ยงน้อยลง มองธุรกิจเป็น Cash Cow มากกว่าการมองการเติบโต สิ่งนี้ยิ่งทำให้ภาพระยะยาวลำบากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเกิดวงจรด้านลบหรือ Vicious cycle ดังนั้นการเลือกชะลอ Output มักเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนักในระยะยาว ในขณะที่การเพิ่ม Input อาจจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะปกติเราก็ทำงาน 8 ชม.ต่อวันอยู่แล้ว การทำงานมากกว่านี้จะเป็นการบั่นทอนสุขภาพ ดังนั้นการเลือกเพิ่มผลิตภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมอง วิธีเพิ่มผลิตภาพ คิดง่าย ๆ ว่า เราต้องทำทุกสิ่งให้ “เร็วขึ้น” “คุณภาพดีขึ้น” “ต้นทุนถูกลง” โดยการลดความสูญเสียลง และต้นทุนที่แพงที่สุดของคนทั่วไป คือ “เวลา” ดังนั้น “การลดการสูญเสียเวลา” เป็นวิธีการเพิ่มผลิตภาพที่ “ฉลาดที่สุด” สำหรับคนทั่วไป

            เราสามารถลดการสูญเสียเวลาได้ยากในยุคนี้ เพราะธุรกิจต่าง ๆ มักจะ “ช่วงชิง” เวลาไปจากเรา เพราะนี่คือสิ่งมีค่าในทางเศรษฐกิจ ถ้าตั้งคำถามเมื่อ 10 ปีที่แล้วว่า คนกรุงเทพฯ หรือคนเมืองใหญ่เสียเวลากับอะไรมากที่สุด คำตอบคือการจราจร แต่ยุคนี้ผมคิดว่าคำตอบอาจจะเป็น Facebook หรือออนไลน์ ถ้ามียมบาลทุ่มเงินเพื่อแลกกับเวลาหรืออายุขัยของคุณ คงไม่มีใครอยากแลก แต่เรากลับแลกง่าย ๆ กับบางสิ่งบางอย่างรอบตัว

            สุดท้ายแล้วถ้าทุกคนพยายามเพิ่มผลิตภาพตัวเอง ธุรกิจที่คุณทำอยู่ก็จะแข็งแรงขึ้น ในภาพใหญ่ประเทศชาติก็จะแข็งแรงขึ้นเอง นี่คือหลักการพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ แต่ในระหว่างทางที่เรากำลังเพิ่มผลิตภาพ ก็อย่าลืมเพิ่มความหมายอะไรบางอย่างกับชีวิต วันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ครอบครัวผมเดินทางไปหัวหินและชะอำ เรานั่งรับประทานร้านข้างทาง เมื่อทานเสร็จ เรียกเจ้าของคิดเงิน เขาบอกว่า “กินฟรีครับพี่ ผมทำดีเพื่อพ่อ” และเป็นแบบนี้หลาย ๆ ร้านโดยที่พวกเขาไม่ได้นัดหมาย นี่คือผลิตภาพในอีกมิติหนึ่งของสังคมไทยที่ไม่เคยห่างหายไป ขอส่งท้ายปีลิงและต้อนรับปีไก่ที่จะมาถึงครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...