ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

มุมมองการลงทุน ปี 2015

เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน ผมเขียนถึงเรื่องการลงทุนในปีนี้ในตอนแรกไป ครั้งนี้ผมขอเขียนให้จบแล้วกันครับ  
เริ่มจาก Theme หลักกันก่อน ได้แก่

หนึ่ง ปีนี้น่าจะเป็นแห่งความผันผวนของราคาหุ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก หลังจากนิ่งมากว่า 2 ปี เนื่องจากนโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก อาทิ ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ยกเลิกการตรึงค่าเงิน

สอง เหตุการณ์ใหม่ๆ จากภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics จะเกิดบ่อยขึ้น อาทิ การเลือกตั้งในอังกฤษ กรีซ ISIS การก่อการร้ายในประเทศพัฒนาแล้ว

สาม แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงทั่วโลก จากราคาน้ำมันและการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ลดลง

ภายใต้ Theme ดังกล่าว สามารถแบ่งการลงทุนหลักๆ ได้ออกเป็น 3 ภูมิภาค

ได้แก่ หนึ่ง ตลาดพัฒนาแล้ว อย่าง สหรัฐอเมริกาและยุโรป คงไม่มีใครเถียงแล้วว่าสหรัฐอเมริกา ไม่มีปัญหาการเติบโตของจีดีพี เหลือเพียงแต่อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าที่เคยคาดจากการลดลงของราคาน้ำมัน ซึ่งอาจจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ส่วนยุโรปนั้น ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยและปัญหาเงินฝืดรออยู่ ซึ่งมาตรการ QE ที่ประกาศไป จะสามารถช่วยให้ยังประคองตัวไปได้ต่อ

สอง ตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และ เกาหลีใต้ (ICIS) ในแง่ของการเติบโตเศรษฐกิจแบบเป็นกอบเป็นกำ คงต้องหวังจากภูมิภาคนี้เท่านั้น ส่งหนึ่งที่ภูมิภาคนี้มีอยู่อย่างชัดเจน คือ การเริ่มต้นกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบที่เห็นเป็นรูปธรรม โดยมิได้พึ่งการปั๊มเงินจากธนาคารกลางเป็นหลัก รวมถึงกำลังซื้อจากประชาชนที่ 3 ประเทศแรกก็มีอยู่กว่าหนึ่งในสามของโลกแล้ว

และสาม ญี่ปุ่น ที่พยายามเติบโตอีกครั้งจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของนายก ชินโซ อาเบะ โดยปีหน้าคงไปได้ต่อ แต่ในระยะยาวยังไม่รู้ออกหัวหรือก้อย

โดย Top 5 ของการลงทุนในปีนี้ในความคิดของผม ได้แก่


อันดับที่หนึ่ง พันธบัตรระยะเวลา 10 ปีของสหรัฐ / ตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซกเตอร์ Technology และ Financials

ข้อดี ของตลาดสหรัฐ คือ มีระดับความไม่แน่นอนของตลาดต่ำ เศรษฐกิจดูไม่เลว กำไรของตลาดหุ้นเติบโตในระดับสูงกว่าร้อยละ 8 รวมถึงเป็นผู้นำในตลาดสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีในหลายรายอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ความเสี่ยงเดียวของตลาดสหรัฐ ได้แก่ การขึ้นดอกเบี้ยที่อาจมีขึ้นในปีนี้ หรือ ‘Janet Jittery’

อันดับที่สอง ตลาดหุ้นจีน

ราคาหุ้นตอนนี้ถือว่ายังถูกมาก นอกจากนี้จีนยังได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกได้เห็นแล้วว่าเป็นของจริง จะเห็นได้ว่า Hard Landing ที่เคยพูดกันตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วยังไม่เกิดขึ้น โดยปีนี้ แทบไม่มี สำนักวิจัยแห่งไหนฟันธงว่าจีนเกิดวิกฤต แม้การเติบโตช้าลงแต่ก็ยังสูงอยู่ดี นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า บริษัทที่เข้าตลาดหุ้นในช่วงหลัง เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับยุคดิจิทัล ทั้ง Tencent Alibaba และ Xiomi ที่สำคัญ สัญญาณที่ชัดเจนในปีที่แล้วคือรัฐบาลจีนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินแบบชัดเจน

ข้อเสียตลาดจีนมีอยู่อย่างเดียว คือ รัฐยังสามารถแทรกแซงหุ้นได้บางส่วน ผ่านรัฐวิสาหกิจต่างๆ

อันดับที่สาม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นโดยเฉพาะหุ้นตัวใหญ่ที่เน้นส่งออก

ผมคิดว่าปี 2015 ตลาดญี่ปุ่นยังไปต่อแบบขึ้นๆ ลงๆ เป็นระยะ แต่แนวโน้มโดยรวมยังขึ้นต่อเหมือน 1-2 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ นักลงทุนไทยชอบลงทุนตลาดที่มีรูปแบบเช่นนี้มาก แต่ปี 2016 เป็นต้นไป ตลาดญี่ปุ่นนั้นจะต้องดูละเอียดและระวังมากขึ้น

อันดับที่สี่ ตลาดหุ้นเยอรมัน

หลายท่านอาจจะแปลกใจ ยุโรปออกจะแย่ๆ ทำไมยังติดอันดับด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมมองมาจาก Downside Risk

ในตอนที่เฟดทำ QE การซื้อพันธบัตรในแต่ละครั้งสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้กับดัชนี S&P ร้อยละ 1.63 หากพิจารณาว่า ธนาคารกลางยุโรปจะประกาศการซื้อพันธบัตร 10 ครั้งในปีนี้ (นั่นคือ 10×1.63 = 16.3%) ก็จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนของหุ้นยุโรปได้ประมาณร้อยละ 16.3 ในปี 2015 ช่วงที่วิกฤตยุโรปรุนแรงที่สุด ตลาดหุ้นยุโรปตกลงสูงสุดร้อยละ 19 ดังนั้น ผลตอบแทนที่แย่ที่สุดในปี 2015 ของตลาดหุ้นยุโรป น่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0 จนถึงติดลบแบบ Single Digit

ข้อดีของยุโรปในปีนี้ ได้แก่ บริษัทเยอรมันจะสามารถใช้ค่าเงินยูโรที่อ่อนมากในปีนี้ให้เป็นประโยชน์จากการส่งออกได้มากกว่าปีที่ผ่านๆ มา

อันดับที่ห้า ทองคำและเงินดอลลาร์

ทองคำน่าสนใจในปีนี้ เนื่องจาก 2 ปัจจัย คือ

หนึ่ง ปีนี้จะเป็นปีแห่งความผันผวนของราคาหุ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก หลังจากนิ่งมากว่า 2 ปี เนื่องจากนโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก อาทิ ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ยกเลิกการตรึงค่าเงิน และเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย และ สอง เหตุการณ์ใหม่ๆ จากภูมิรัฐศาสตร์จะเกิดบ่อยขึ้น

ส่วน ดอลลาร์นั้นน่าสนใจเช่นกัน เนื่องจาก 2 ปัจจัย คือ เหตุการณ์ใหม่ๆ จากภูมิรัฐศาสตร์จะเกิดบ่อยขึ้น และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงทั่วโลก จากราคาน้ำมันและการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ลดลง

ท่านผู้อ่านอาจลองนำมุมมองการลงทุนนี้ ประกอบการตัดสินใจในการปรับพอร์ตของท่านได้ครับ  

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...