ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สงคราม Digital Economy





ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังตื่นตัวเรื่อง Digital Economy และเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ 4G ประเทศอื่น ๆ ในโลกก็ล่วงหน้าไปในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลไกลนับสิบ ๆ ปี ยกตัวอย่างเพียงแค่ขนาดของธุรกิจ "dot com" ในโลกอินเทอร์เน็ตอย่าง GOOGLE ก็มีขนาดกว่า 357,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 12 ล้านล้านบาท พอ ๆ กับขนาดบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งหมดรวมกัน

Digital Economy เริ่มต้นจากธุรกิจ e-commerce ที่อาศัยวิวัฒนาการอันยาวนานของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่ที่ web browser อย่าง Netscape Navigator ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในปี 1994 และในปีถัดมา Jeff Bezos ก็สร้างแพลตฟอร์ม Amazon.com ขึ้น และถือเป็น e-commerce แห่งแรกของโลกที่ให้บริการ 24 ชม. ออนไลน์ ในปีเดียวกันเว็บไซต์ประมูลออนไลน์ระดับโลกอย่าง eBay ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย

ในปี 1995 นี่เองที่คำว่า Digital Economy ซึ่งกำลังถูกพูดถึงในประเทศไทย ก็ถือกำเนิดขึ้นในรูปแบบหนังสือที่เป็น Best Seller ยาวนานมากเล่มหนึ่ง นำพามาซึ่งกระแส dotcom และ e-commerce ที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดหุ้น Nasdaq และ 5 ปีต่อจากนั้น ด้วยความคิดลักษณะที่ว่า Zero Marginal Cost หรือแนวคิดว่าต้นทุน Digital Economy จะ "คงที่" ยอดขายส่วนเพิ่มคือ "กำไรล้วน ๆ" ทำให้นักลงทุนฝันถึงความหอมหวน และฟองสบู่ลูกแรกของหุ้น dot com ก็ถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 2000 และแตกออกอย่างรุนแรง หุ้น Amazon ราคาหล่นจาก 100 กว่าเหรียญจนเหลือ 6 เหรียญ พร้อม ๆ กับหุ้นจำนวนมากที่ล้มหายตายจากไป แต่อย่างไรก็ดีถ้าคุณเลือกหุ้นถูกตัวอย่าง Amazon หรือ Google ในเวลานั้น ผลตอบแทนทบต้นสิบสี่ปีจนถึงทุกวันนี้คือกว่า 30% ทีเดียว เรียกได้ว่าชนะ Peter Lynch หรือ Warren Buffett สบาย ๆ

แต่ระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศที่เป็นต้นกำเนิดอย่างสหรัฐอเมริกา คงเริ่มมองตาปริบ ๆ เมื่อเห็นยักษ์ตัวใหม่จากจีน เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ปี 2014 มีบริษัทอย่าง Alibaba.com เข้าตลาดหลักทรัพย์ และส่งให้ Jack Ma เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศจีน รวมไปถึงบริษัทอย่าง JD.com ที่สร้างความมั่งคั่งให้ Liu Qiangdong ขึ้นมาติดอันดับ Top10 อันที่จริงธุรกิจ e-commerce จีนถือกำเนิดมายาวนาน และโตอย่างรวดเร็ว แต่เราไม่ได้ยินบ่อยนัก เพราะตัวธุรกิจมีขอบเขตจำกัดพอสมควรในประเทศจีน โดยไม่ได้ทำธุรกิจระหว่างประเทศมากนัก

นอกจากนั้นมีผู้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Digital Economy มากมาย เช่น Xiaomi โทรศัพท์มือถือที่ชิงส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็วด้วยการขายโทรศัพท์ผ่านออนไลน์ สร้างปรากฏการณ์ขายโทรศัพท์เป็นล้าน ๆ เครื่องหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง

และถ้าใครติดตามข่าว ธุรกิจแท็กซี่ที่ไม่คาดคิดว่าจะถูกธุรกิจ e-commerce แย่งส่วนแบ่งตลาดได้อย่างไร ก็ถูก Uber สร้าง Platform การเรียกรถ แก้ปัญหาโลกแตก เช่น แท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร รวมถึงผนวกกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ จนเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะมีปัญหาจากข้อกฎหมายในหลาย ๆ ประเทศ แต่ Uber ก็กำลัง Filing เข้าตลาดหุ้นด้วยขนาดบริษัทที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะมากกว่า 40,000 ล้านเหรียญ (บริษัทที่แทบไม่มีสินทรัพย์อะไรเลย แต่มูลค่าใหญ่กว่า ปตท.เสียอีก)



สงครามธุรกิจ e-commerce แข่งขันกันรุนแรงไม่ต่างกับค้าปลีก และผู้เล่นจำเป็นต้องสร้าง eco-System ของตัวเองให้ได้มากที่สุด เช่น eBay ที่ซื้อ paypal เข้ามาจัดการเรื่องการจ่ายรับเงิน Alibaba หรือ Taobao มี Alipay หรือ Tencent มี Tenpay เป็นต้น นี่คงเป็นสาเหตุที่ Apple สร้าง Apple Pay ขึ้นมาเช่นเดียวกัน

นี่คือสงครามย่อยเรื่อง "ระบบการจ่ายเงิน" ซึ่งเป็นหัวใจหนึ่งของการค้าออนไลน์

ส่วนต่อมาคือทำการตลาด สร้างการ "เข้าถึง" ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิด Network Effect การสร้างฐานตลาดถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและใช้เวลามากที่สุด จำนวนลูกค้าคือปัจจัยแห่งชัยชนะของธุรกิจนี้ ธุรกิจอย่าง Amazon กว่าจะทำกำไรเหรียญแรกได้ ก็จนกระทั่งปี 2003 นั่นคือ 8 ปีที่บริษัทขาดทุนโดยตลอด โมเดลในการ "ดูด" ลูกค้ามีมากมาย ตัวอย่างคือ Affiliate Market เช่น การแบ่งปัน Banner และให้รางวัลกับเจ้าของเว็บที่สามารถส่งต่อลูกค้ามา รวมไปถึงการสร้างสังคมบนร้านออนไลน์ เช่น เว็บบอร์ด แฟนเพจ เป็นต้น

ที่สำคัญกว่าในเวลาต่อมา คือ "แปลง" จำนวนลูกค้า ให้กลายเป็น "รายได้" ของบริษัท ซึ่งบริษัทต่าง ๆ ก็มีกลยุทธ์มากมาย บางบริษัทขายโฆษณา บางบริษัทเพิ่ม SKU จำนวนสินค้าที่ขายให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อลดความเสี่ยง เช่น Am-azon เริ่มจากการขาย "หนังสือ" เพียงอย่างเดียวและขยายมาที่สินค้าอื่น ๆ ด้วยการ "ซื้อ" ธุรกิจอื่น ๆ

JD.com ถ้าดูผิวเผิน คือร้านค้าที่ขายทุกอย่าง แต่ปัจจุบันมียอดขายกระจุกในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กว่า 80% และกำลังอยากจะเพิ่มการขายสินค้าอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสินค้าออนไลน์จะต้องมี Platform ที่ฉลาด ที่สามารถ "เลือก" สินค้าชิ้นเดียวจากนับล้าน ๆ อย่างให้ตรงใจคนซื้อขึ้นมาที่หน้าจอ

สุดท้ายคือโมเดลธุรกิจ ถ้ามองในแง่การขาย e-commerce อย่าง Alibaba หรือ eBay ก็ทำ Third Party อย่างเดียว นั่นคือเป็นคนกลางขายของคนอื่น ส่วน Amazon ก็ผสมการขายของเก็บสต๊อกเอง หรือเป็น First Party ด้วย ส่วนนี้คือ "ไอเดีย" และ "ยุทธศาสตร์" อย่างแท้จริงบน e-commerce ซึ่งไร้ขีดจำกัด ใครจะไปคิดว่า "ไอเดีย" มีมูลค่าสูงมากใน Digital Economy และนี่คือเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นมหาสงครามทางธุรกิจในอนาคตครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...