ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อคติของแมงเม่า / วีระพงษ์ ธัม

 
   ผมเคยตั้งคำถามว่าสิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างเซียนกับแมงเม่าคืออะไร ? ยุคสมัยนี้จะบอกว่าแมงเม่ามีข้อมูลน้อยกว่า ผมคิดว่าไม่ใช่อีกต่อไป ด้วยกระแสข้อมูลมากมาย แมงเม่าอาจจะมีข้อมูลเยอะกว่า เร็วกว่าเสียอีก เทคนิคและวิธีการลงทุนก็เป็นสิ่งที่เรียนกันทันโดยใช้เวลาไม่นานนัก และดูเหมือนช่องว่างทุกอย่างที่กล่าวมาจะแคบลงเรื่อย ๆ แต่ก็แปลกที่ผมเห็นเซียนหุ้นสามารถทำผลตอบแทนได้สูงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แมงเม่าทำผลตอบแทนได้ต่ำอยู่ตลอดเวลา ข้อสรุปส่วนตัวของผม คิดว่าช่องว่างนี้เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “อคติของแมงเม่า”

            อคติ ( Bias ) หมายถึง มุมมองที่เรามีต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง และหลายครั้งก็ปฏิเสธการมองมุมมองอื่น นำมาซึ่งการตัดสินใจที่มีคุณภาพแย่กว่า และผลลัพท์ที่แย่กว่าในระยะยาว โชคร้ายที่ในการลงทุนในระยะสั้นนั้นมี “โชค” มาเกี่ยวข้องพอสมควร จึงทำอาจจะเกิดผลลัพท์ที่ดีในระยะสั้นได้แม้ว่าจะมีอคติมากแค่ไหน หรือตัดสินใจแย่แค่ไหน อันที่จริงประเทศไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีปัญหาการเมืองสูง ส่วนหนึ่งก็เพราะจากอคติ ที่มากล้นในสังคมไทย ช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากผมต้องเลือกโรงเรียนและดูการศึกษาให้ลูก ผมจึงสังเกตเห็นว่าระบบการศึกษาไทยมีการเรียนวิชาประเภท “ปรัชญา” หรือ “การตีความ” น้อยมาก แม้กระทั่งยุคปัจจุบัน นี่อาจจะเป็นสาเหตุนี้ที่ทำให้เราไม่รู้จัก “มอง” “คิด” “วิเคราะห์” “แยกแยะ” และทำให้อคติเป็นสิ่งที่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน

            สำหรับการลงทุนและธุรกิจแล้ว นิตยสาร Harvard Business Review มีการพูดถึงเรื่องการตัดสินใจ ( Decision Making ) ผลการศึกษาพบว่า เหตุผลหลักของการตัดสินใจที่มีคุณภาพต่ำมีสองเรื่องคือ การมีแรงจูงใจไม่มากพอ เช่น ความตั้งใจในการลงทุนที่น้อยเกินไป หรือที่ได้ยินบ่อย ๆ คือ ลงทุนเพื่อหาค่ากับข้าว แทนที่จะลงทุนเพื่อเปลี่ยนชีวิต และสาเหตุที่สองซึ่งเป็นหลักใหญ่คือ “อคติ” ซึ่งมีตัวอย่างอคติตามหมวดหมู่ดังนี้

            1. อคติที่เกี่ยวกับการกระทำ เรามีแนวโน้มที่จะ “มองโลกในแง่ดี” มากกว่าการ “มองโลกในแง่ร้าย” (Excessive Optimism) แนวโน้มนี้คือ เราคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามที่เราคิด เป็นไปตามที่ผู้บริหารพูด ทั้ง ๆ ที่บางครั้งโอกาสสำเร็จอาจจะต่ำมาก อคตินี้เป็นอคติหลักในตลาดหุ้นเพราะคนที่มองโลกในแง่ร้าย มักจะไม่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น นอกจากนั้นยังอคติยังทำให้เรามี “ความมั่นใจ” สูงผิดปกติ (Over Confidence) เพราะนักลงทุนย่อมคิดว่าเราลงทุนได้ “เก่งกว่า” กองทุนหรือคนอื่น ๆ (ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ลงทุนเอง) แมงเม่าจะมีอคติเรื่องนี้สูง จึงลงทุนในหุ้นที่ “ยาก” และ “เสี่ยง” กว่า (แต่มักจะคิดว่าตัวเองไม่เสี่ยง เพราะการมองโลกในแง่ดีและมั่นใจในตัวเอง) ต่างจากนักลงทุนชั้นยอดที่มอง “ความเสี่ยง” และเน้นความปลอดภัยไว้ก่อน

            2. อคติที่เกี่ยวกับวิธีคิด ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้เรามองมุมมองอื่น ๆ ลดลง เช่น ถ้าเราค่อนข้างเชื่อในความคิดของเรา เรามักจะมุ่งที่จะ “เลือก” หาแต่สิ่งที่ “เกื้อหนุน” ความคิดเรามายืนยันสิ่งที่เราคิด (Confirmation Bias) โดยละเลยความคิดอื่นที่หักล้างความคิดหลักของเรา หูเราจะทวนลม หรือมองข้าม ถ้าความคิดนั้นเป็นสิ่งตรงข้าม แต่เราจะเลือกจดจ่อรับฟังเฉพาะสิ่งที่เราคิดไว้ หรือเราค่อนข้าง “ยึดติด” ความคิดเดิมของเรา (Anchoring) หุ้นตัวนี้เคยมีราคาเท่านี้ เราไม่ได้ซื้อ ตอนนี้ราคาขึ้นมาแล้ว เราจะยิ่งไม่อยากจะซื้อ เนื่องจากอคติข้อนี้

            3. อคติที่เกียวกับกรอบการมองต่าง กรอบที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนคือ “ราคาต้นทุน” (Sunk Cost Fallacy) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของเราอย่างไม่น่าเชื่อ เรามีแนวโน้มที่จะขายหุ้นได้ง่ายกว่ามากถ้าเรามีต้นทุนที่ต่ำ และเราจะไม่ขายหุ้นถ้ามีต้นทุนที่สูง ซึ่งกรอบความคิดแบบนี้มักจะพาเราสู่ความล้มเหลว อันที่จริงราคาต้นทุนเราแก้ไขไม่ได้แล้ว ถือว่าไม่มีค่า สิ่งที่มีค่าคือราคาปัจจุบันต่างหาก หรือการที่คนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ทำให้สิ่งนี้เป็น “ต้นทุน” และ “กรอบความคิด” ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น (Status Quo Bias) เช่น เราชอบหุ้นตัวนี้ กลุ่มนี้ ไม่อยากจะไปศึกษาตัวใหม่ ๆ เป็นต้น

            นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่อคติในโลกความเป็นจริงมีมากกว่านี้มาก อคติเป็นธรรมชาติที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด สิ่งที่เราทำได้คือให้รู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเราเสมอ ๆ พยายามคิดหลาย ๆ ครั้งหลาย ๆ มุม และตีความไปที่ปัญหา ฝึกเทคนิคในการแก้ไขอคติในแต่ละข้อ และให้พยายามเตือนตัวเองว่าอคติเราจะยิ่งมากขึ้น ถ้าเรามีแรงกดดัน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทุกครั้งที่หุ้นวิ่งและหุ้นลง ตัวกระพริบ ความรู้สึกขาดทุน กำไร ยิ่งทำให้อคติเรามากกว่าเดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของอคติขนาดมหึมาของนักลงทุนที่เป็นแมงเม่าเสมอ ๆ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...