ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไม่มีกำไร ใช่จะไร้คุณค่า / โดย คนขายของ


  AMAZON.COM ทำ IPO เมื่อปี 1997 ในตอนนั้นบริษัทมีรายได้เพียง 148 ล้านเหรียญ และ ขาดทุนสูงถึง 29 ล้านเหรียญ บริษัทขาดทุนทุกไตรมาสตั้งแต่เข้าตลาด จนกระทั่งผ่านไป 6 ปี จึงเริ่มมีกำไรเป็นครั้งแรกในไตรมาสสี่ของปี 2003 ถ้าเราเห็นตัวเลขแบบนี้เรายังคงลงทุนในหุ้น ​AMAZON ไหม? นักลงทุนหลายๆท่านที่ให้ความสำคัญกับค่าอัตราส่วนทางการเงินเป็นหลัก คงตอบว่า “ไม่” ถึงตอนนี้ AMAZON เข้าตลาดมา 18 ปีแล้วและราคาก็ได้ขึ้นมาราวๆ 500 เท่า แม้ปีหลังๆ AMAZON สามารถทำกำไรได้บ้างแล้ว แต่ในปีนี้บริษัทก็กลับมาขาดทุนอีก ทำไม ตลาดถึงให้มูลค่ากิจการบริษัทที่ขาดทุนบริษัทนี้สูงถึง 220,000 ล้านเหรียญ? มีเรื่องอะไรอื่นๆ อีกไหมที่เป็นเรื่องสำคัญในการประเมินมูลค่าของบริษัทนอกจากกำไร?

  ในปลายปี 2014 Facebook ได้ประกาศการซื้อกิจการที่ทั้งโลกต้องตะลึง ด้วยการซื้อ “WhatsApp” แอพพลิเคชั่นส่งข้อความที่มีพนักงานแค่ 55 คน บริษัทมีรายได้ 10 ล้านเหรียญ และขาดทุนสูงถึง 138 ล้านเหรียญในปี 2013 แต่ Facebook ตัดสินใจซื้อ “WhatsApp” ด้วยมูลค่าสูงถึง 22,000 ล้านเหรียญ ถ้าเราคิดหามูลค่ากิจการของ “WhatsApp” แบบที่ได้ เรียนกันมา เราคงไม่เข้าใจว่าทำไม Mark Zuckerberg เจ้าของ Facebook ถึงได้ตัดสินใจ ให้มูลค่ากิจการของ “WhatsApp” สูงขนาดนั้น Bill Aulet อาจารย์ประจำ MIT Sloan Business School of Management ได้อธิบายถึงดีลนี้ไว้ว่า “WhatsApp” นั้นมี ผู้ใช้งานทั้งหมดราว 450 ล้านคน และยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึงวันละ 1 ล้านคน เท่ากับว่า Facebook จ่ายเงินซื้อลูกค้าของ “Whatsapp” หัวละ 49 เหรียญ แต่ Facebook ทำการคำนวณแล้วว่าลูกค้าเหล่านี้จะสามารถช่วย Facebook ทำเงินได้สูงถึง 120 เหรียญต่อหัว ในอนาคต ซึ่งหากมองในมุมนี้เราอาจจะรู้สึกว่าดีลนี้ดูสมเหตุสมผลขึ้นมา

  หุ้นชื่อ PETX ซื้อขายกันในตลาด NASDAQ ออก IPO ในราคา 6 เหรียญเมื่อปี 2013 บริษัททำกิจการเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะสำหรับสัตว์เลี่้ยงและมีใบอนุญาติในการวิจัยยาอยู่จำนวนมาก บริษัทนี้ขาดทุนมาตลอดตั้งแต่เข้ามาซื้อขายในตลาด อย่าว่าแต่กำไรเลยครับ รายได้ยังแทบจะไม่มี แต่ตอนนี้ราคาได้ขึ้นมาสูงถึง 18 เหรียญ มีมูลค่ากิจการสูงถึง 500 ล้านเหรียญ นักลงทุนส่วนใหญ่ เข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทด้วยความคาดหวังว่า เมื่อยาทั้งหลายที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่ออกสู่ตลาด จะสามารถสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เช่น ในตอนนี้ยาแก้อาการเบื่ออาหาร ของสัตว์เลี่้ยงได้รับการพัฒนาใกล้สำเร็จ มีการคาดการณ์ว่ายาตัวนี้จะสามารถวางตลาดได้ช่วงปลายปี 2016 นอกจากนั้น ตัวเลขขาดทุนของบริษัทมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ราคาหุ้นตอบสนอง ในทางที่ดีขึ้น และเมื่อพิจารณาจากจำนวนสุนัขและแมวในอเมริกาซึ่งมีถึงราว 150 ล้านตัว ดังนั้นหาก PETX ทำได้สำเร็จจริงคงสามารถสร้างลูกค้าได้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

  การที่บริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนนั้นอาจทำให้นักลงทุนหลายคนละเลยหุ้นเหล่านี้ไป ไม่ได้ทำ การศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม ถ้าบริษัทเหล่านั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเจริญเติบโตอยู่ บริษัทเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้ดูแย่เสมอไป อย่าง AMAZON ถึงแม้จะทำกำไรได้ไม่ประทับใจ แต่ยอดรายได้ของ AMAZON เติบโตถึง 625 เท่านับจากวันที่ IPO จนมาอยู่ที่ 92,000 ล้านเหรียญในตอนนี้ นอกจากนั้น AMAZON เป็นบริษัทที่ลงทุนใน R&D สูงมาก ถ้าหากลด ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้ กำไรของบริษัทจะกลับมาโตอย่างมีนัยยะสำคัญ

  แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การลงทุนในบริษัทที่ไม่มีผลกำไรก็มีข้อด้อยอยู่หลายประการ เช่น บริษัทเหล่านั้นมักไม่มีเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น บางบริษัทผู้บริหารทำการขายฝันให้นักลงทุนเฝ้ารอ แต่ฝันนั้นไม่เป็นจริงสักที จนเทคโนโลยีเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเงินวิจัยของบริษัทสูญเปล่า เพื่อที่จะประเมินมูลค่าของกิจการที่มีผลประกอบการขาดทุนได้แม่นยำนักลงทุนควรมีความรู้ในเรื่องธุรกิจและอุตสาหกรรมของบริษัทพอสมควร เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น มีความเข้าใจในสินทรัพย์ที่ บริษัทถือครองอยู่ซึ่งอาจมีมูลค่าเพิ่มในอนาคตเช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ แบรนด์ เทคโนโลยี หรือ ฐานลูกค้าและระบบจัดจำหน่ายเป็นต้น ดังนั้นหากเราเห็นบริษัทศักยภาพดีที่มีผลประกอบการขาดทุน ก็อย่าเพิ่งละเลยในทุกกรณีไป เพราะบริษัทเหล่านั้นอาจสามารถสร้างกำไรในการลงทุนให้ท่าน ได้อย่างงดงามในอนาคต

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...