ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เศรษฐกิจ จิตใจ แก้ไขพร้อมกัน

 
   เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ผมเข้าไปกราบพระที่วัดอุโมงค์ และสะดุดใจกับป้ายธรรมอันหนึ่งที่เขียนไว้ว่า "เศรษฐกิจ จิตใจ แก้ไขพร้อมกัน" ไม่ทราบว่าเป็นเทศน์ของครูบาอาจารย์องค์ใด ผมเดาว่าคงเป็นของท่านอาจารย์พุทธทาส เพราะท่านอาจารย์เป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาวัดอุโมงค์ให้ร่มรื่นย์ด้วยต้นไม้ ประวัติศาสตร์ และหลักธรรม
  คนทั่วไปคงไม่คิดว่าเศรษฐกิจกับจิตใจเกี่ยวข้องกัน ที่จริงแล้วสองเรื่องนี้แยกจากกันไม่ออก และผูกพันกันในหลายมิติ เพราะเรื่องเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคน และพฤติกรรมของคนถูกกำหนดด้วยจิตใจ ปัญหาเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศเผชิญก็สะท้อนถึงสภาวะจิตใจและพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ หนี้ครัวเรือน การขาดวินัยการคลัง การว่างงาน ตลอดจนการคอรัปชั่น ในทางตรงกันข้ามทุกครั้งที่สำรวจสภาพจิตใจของคนในสังคมว่าสุขหรือทุกข์เพียงใด สภาวะเศรษฐกิจจะโผล่ขึ้นมาเป็นปัจจัยขาประจำ
  ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เรามักได้ยินรัฐบาลพูดถึงความเชื่อมั่นของประชาชนอยู่เสมอ ประเทศไทยมีดัชนีวัดระดับความเชื่อมั่นของคนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และนักลงทุน เมื่อใดก็ตามที่ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนตกต่ำ รัฐบาลจะขาดความมั่นใจ และต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีต่างๆ ทั้งมาตรการที่อัดฉีดเม็ดเงินจริงลงไปในระบบเศรษฐกิจ และมาตรการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อแก้ปัญหาจิตตกของประชาชน ในบางประเทศรัฐบาลถึงกับแอบแก้ตัวเลขเศรษฐกิจหรือไม่พูดข้อมูลที่แท้จริง เพราะกลัวว่าจิตใจที่วิตกกังวลของประชาชนจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยากขึ้นไปอีก
  สำหรับภาคธุรกิจแล้ว จิตใจของเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารระดับสูงสำคัญมากต่อความสำเร็จในระยะยาวทั้งของตัวธุรกิจเองและสังคมที่ธุรกิจนั้นเกี่ยวข้อง ถ้านักธุรกิจมีจิตใจดี ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาล บริหารธุรกิจด้วยความเป็นธรรมต่อคู่ค้า คู่แข่ง พนักงาน และสังคมรอบข้าง ธุรกิจนั้นมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวได้ต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในระยะยาว ในทางตรงกันข้าม เราเห็นธุรกิจขนาดยักษ์ใหญ่หลายแห่งต้องสะดุดขาตัวเองล้มลง เพราะมุ่งหวังแต่ผลกำไรระยะสั้น เร่งขยายธุรกิจจนเกินภูมิคุ้มกันที่ตนมี บริหารธุรกิจแบบเอาเปรียบสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชั่น
  มีหลายตัวอย่างที่จิตใจของนักธุรกิจมีผลต่อระดับการพัฒนาของเศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างหนึ่ง คือการพัฒนาคลัสเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ รัฐบาลหลายประเทศพยายามส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์ขึ้นแต่ไม่สำเร็จ เพราะนักธุรกิจส่วนหนึ่งไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกที่จะต้องร่วมมือกับคู่แข่ง(โดยเฉพาะคู่แข่งที่เล็กกว่า)ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ มองว่าการแข่งขันกับความร่วมมือขัดแย้งกัน หรือต้องการหาประโยชน์เข้าตัวเองให้มากที่สุด ทั้งๆ ที่คลัสเตอร์จะช่วยให้ขนาดของทั้งอุตสาหกรรมใหญ่ขึ้น ต้นทุนการทำธุรกิจลดลง สร้างฐานสำหรับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และสามารถที่จะร่วมกันพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมให้มีทักษะและประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ ถ้านักธุรกิจไม่เปิดใจที่จะร่วมมือกับคู่แข่งเพื่อชนะด้วยกันแล้ว จิตใจของนักธุรกิจจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของตัวเองและของประเทศในระยะยาว
  ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและคุณภาพของสังคมไทยที่ไหลลงเรื่อยๆ จะไม่มีทางแก้ไขได้ ถ้าภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และไม่คิดว่าตนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เราต้องไม่ลืมว่าทุกขั้นตอนของการทำธุรกิจมีผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างวัตถุดิบทั้งทางตรงและผ่านห่วงโซ่อุปทานที่อาจจะเอาเปรียบคนตัวเล็กๆ ในสังคม การละเลยเรื่องสวัสดิการแรงงาน การผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน กลยุทธ์การตลาดที่ทำลายคู่แข่งขนาดกลางขนาดเล็ก การจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ชนะการประมูล การโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้บริโภคมีค่านิยมที่ไม่เหมาะสมหรือบริโภคเกินควร ไปจนถึงการไม่จัดการขยะที่เกิดจากกระบวนการผลิตและการบริโภคสินค้าที่ตนผลิต ถ้าธุรกิจเปิดใจทบทวนวิธีการทำธุรกิจของตนทุกขั้นตอนให้เป็นธรรมต่อคู่ค้า สร้างผลบวก ลดผลลบที่มีต่อสังคม และปรับปรุงวิธีการทำธุรกิจให้ดีขึ้นแล้ว เชื่อได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำและคุณภาพของสังคมไทยจะดีขึ้นมาก
  เศรษฐกิจและสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และสมดุลก็ต่อเมื่อนักธุรกิจ (โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่) มีจิตใจที่ต้องการเป็นพลเมืองดีของประเทศ คือต้องการเห็นเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยรวมดีขึ้น และไม่รีรอที่จะลุกขึ้นทำสิ่งที่ตนทำได้ ในเรื่องนี้ผมขอชื่นชมคุณบัณฑูร ล่ำซำ ที่ออกมาเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่นิ่งเฉยต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ผมไม่ได้ชื่นชมคุณบัณฑูรตรงที่ช่วยให้กลไกการทำงานของนโยบายการเงินมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น แต่ชื่นชมที่คุณบัณฑูรช่วยกระตุกกรอบความคิดและจิตใจของนายธนาคารไม่ให้ทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสภาวะเศรษฐกิจและความตึงเครียดในสังคม
  นอกจากเรื่องจิตใจจะสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระดับประเทศแล้ว เรื่องจิตใจยังสำคัญมากต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเฉพาะชุมชนชนบทที่ต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่การแย่งทรัพยากรน้ำ การจัดการสารเคมีตกค้างจากการทำการเกษตร การจัดสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ (ที่ต้องรับภาระเลี้ยงหลานที่พ่อแม่ทิ้งไว้) การจัดตั้งสหกรณ์ชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจระดับชุมชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนมีจิตใจต้องการชนะด้วยกัน เคารพในสิทธิ์ หน้าที่ และกติกาของชุมชน รวมทั้งมีจิตอาสาที่จะร่วมมือร่วมใจกันทำให้สภาพเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนโดยรวมดีขึ้น ชุมชนใดที่ขาดผู้นำและผู้ตามที่มีจิตอาสา และจิตที่ยึดมั่นในความถูกต้องตรงธรรมแล้ว ยากที่จะสามารถสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนได้ในระยะยาว

  ในระดับครัวเรือนและปัจเจกบุคคลแล้ว เรื่องเศรษฐกิจเริ่มที่จิตใจ เพราะจิตใจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและวิถีชีวิตของแต่ละคน ปัญหารายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายและปัญหาหนี้ครัวเรือนก็มีมิติด้านจิตใจเป็นปัจจัยสำคัญ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสามารถเชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจกับจิตใจได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจนมาก การใช้ชีวิตของเราทุกคนต้องมีหลักความพอเพียงในจิตใจ เพื่อควบคุมการกินอยู่ จับจ่ายใช้สอยให้พอประมาณ สมเหตุสมผลกับฐานะและความจำเป็นของตน ไม่ลงทุนจนเกินตัว รวมทั้งต้องรู้จริงในเรื่องที่ตนทำ สามารถวางแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่นับวันดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ จิตใจที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ความอดทน ความเพียร และการพึ่งตนเอง จะเป็นพลังสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต และฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละคน
  เรื่องจิตใจเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนทุกระดับมักมองไม่เห็น เพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่องภายนอกมากกว่าเรื่องภายในตัวเอง (และบ่อยครั้งเราวิตกกับเรื่องในอนาคตหรือในอดีต มากกว่าที่จะหยุดดูสภาวะจิตในปัจจุบัน) ยิ่งเวลาที่คิดถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยแล้ว คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล ธุรกิจขนาดใหญ่ สถาบันการเงิน หรือนักลงทุน มากกว่าที่จะมองว่าเป็นเรื่อง(ภายในใจ)ของตน หรือคิดว่าตนจะมีบทบาทช่วยแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างไร
  สำหรับผมแล้ว การปฏิรูปเศรษฐกิจที่จะเกิดผลยั่งยืน ต้องเริ่มที่การปฏิรูปในใจของคนในสังคม โดยเฉพาะคนกลุ่มบนที่ได้รับประโยชน์สูงมากจากพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การปฏิรูปเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่สามารถเปิดใจรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นของคนที่คิดต่าง(ด้วยความบริสุทธิ์ใจ)ได้อย่างไม่มีอคติ สามารถเสียสละผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมในระยะยาว กล้าที่จะแสดงจุดยืนสนับสนุนสิ่งที่ถูกต้องและต่อต้านวิถีเดิมๆ ที่ทำผิดต่อเนื่องกันมา แม้ว่าอาจจะทำให้คนบางกลุ่มไม่พอใจ และทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี คือไม่รีรอที่จะลุกขึ้นทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่สังคม
  เศรษฐกิจไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน มั่นคง และสมดุลได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเตือนตัวเองเรื่อยๆ ว่า "เศรษฐกิจ จิตใจ แก้ไขพร้อมกัน"

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...