ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วีไอ SLOW LIFE/ วีระพงษ์ ธัม

 

  ในช่วงที่ผ่านมาวิถีชีวิตที่กำลังเป็นกระแสใน Social Media คือเรื่องราวชีวิต Slow Life ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่แสวงหา “ความช้า” ในสังคมคนเมืองที่เร่งรีบ เทคโนโลยีใหม่ ๆ อำนวยความสะดวก ช่วยให้มนุษย์แข่งกับเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราวิ่งแข่งกับเวลา เพราะเชื่อว่ามันเป็นเงินเป็นทอง และดูเหมือนกับว่าโลกการลงทุนยุคนี้ก็เร่งรีบเช่นเดียวกัน มีข่าวสารมากมายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ไหลผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผมเคยลองนับข้อความทาง LINE และ E-mail ไม่รวมเวปบอร์ด Facebook ที่เกี่ยวกับหุ้นในหนึ่งวัน มีร่วมพัน ๆ ข้อความทีเดียว ท่ามกลางการลงทุนปีนี้ที่มีแต่ “ข่าวร้าย” มาลองดูว่าแนวคิด วีไอ SLOW LIFE จะเหมาะกับการลงทุนในยุคนี้หรือไม่

            ต้นเหตุที่การลงทุนในยุคนี้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมาช่วยงานมนุษย์ด้านการลงทุนไม่แพ้ด้านอื่น ๆ ของชีวิต ในการลงทุนแบบเทคนิคอลเราสามารถตีกราฟที่ซับซ้อน ด้วยการใส่ตัวแปรต่าง ๆ มากมายเพียงแค่คลิ้กเดียว ต่างจากยุคที่เซียนหุ้นเทคนิคอลในอดีตที่ค่อย ๆ วาดกราฟลงบนกระดาษเอง ในวิถีวีไอ ข้อมูลอัตราส่วนทางการเงิน ก็มีให้ใช้โดยที่เราไม่ต้องกดเครื่องคิดเลขเองเหมือนแต่ก่อน เมื่อซัก 5-10 ปีที่แล้ว เวลาที่งบออก วีไอจะมีช่วงให้ค่อย ๆ แกะงบ เพื่อค้นหามูลค่าที่ซ่อนอยู่ในงบเหล่านั้น มีโอกาสและเวลาซื้อหุ้นกว่าราคาจะค่อย ๆ ปรับขึ้น มายุคสมัยนี้ งบยังไม่ทันออก หรือออกแค่วันเดียว ราคาหุ้นก็ตอบสนองไปเรียบร้อย เรียกได้ว่า นาฬิกาหุ้นในยุคนี้เร็วกว่าเดิมมาก

            สำหรับผมแล้ว การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการอยู่รอดในตลาดหุ้น ถ้าดูผิวเผินเหมือนกับว่าถ้าเราทำอะไร “เร็วขึ้น” น่าจะสามารถรักษาผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีไว้ได้ แต่ผมกลับคิดว่าการทำอะไร “ช้ากว่าเดิม” กลับเหมาะสมกว่า ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้

            ข้อแรกคือ ถ้าเราย้อนกลับไปในความหมายของการลงทุน คือ “การคาดหวังผลตอบแทนที่เหมาะสม ด้วยการจำกัดความเสี่ยง” การที่เรา “พยายาม” เพื่อให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ส่วนมากแล้วมักจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงไปในทางเก็งกำไรมากกว่า เช่นการฉวยโอกาสซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้น เพื่อเอากำไรจากการเล่นรอบ หรือหาโอกาสที่หุ้นจะตอบสนองกับข่าวดีหรือผลประกอบการที่ดีชั่วคราว โดยคาดหวังแรงเก็งกำไรจากผู้อื่นมาผสมโรงด้วย โลกธุรกิจช้ากว่าตลาดหุ้น ดังนั้นถ้าเราลงทุนเหมือนทำธุรกิจ เราก็ควรลงทุนช้า ๆ เช่นเดียวกัน

            ข้อสอง ผลการวิจัยของ Vanguard พบว่า ข่าวสารจำนวนมากในตลาดหุ้นเป็นข้อมูลที่ “ไม่จำเป็น” หรือแทบไม่มีผลกระทบในระยะยาวต่อราคาหุ้นที่เราถืออยู่เลย ปัจจุบันเราพูดถึงการวิเคราะห์วิกฤตกรีซ แต่อันที่จริง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีปัญหาอื่น ๆ อีกเช่นโปรตุเกส สเปน ดูไบ จีน ญี่ปุ่น รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจมหภาคในประเทศที่มากมายในแต่ละวัน เราเป็นนักลงทุนไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นถ้าเราอ่านข้อมูลเหล่านี้โดยที่แทบจะไม่มีผลในการลงทุนระยะยาว เราต้องใช้เวลาจำนวนมาก โดยที่ได้ผลลัพท์ที่น้อยมาก

            ข้อสาม วิถีชีวิตนี้ Slow Life ทำให้เรามีเวลา “จดจ่อกับสิ่งที่สำคัญ” หนังสือหลาย ๆ เล่มรวมถึงบัฟเฟตต์พูดถึงความสำคัญของการจดจ่อ ผมคิดว่ากิจกรรมลงทุนแบบวีไอเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่ง “ความพยายาม” กับ “ผลลัพท์” จะสัมพันธ์กันน้อยลงถ้าเราเลือกทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การจดจ่อในกิจกรรมที่ถูกต้อง และยืนอยู่บนนิสัยที่ถูกต้องต่างหากที่ช่วยให้เรามีผลตอบแทนที่ดีขึ้น

            ข้อสี่ การ “เล่นหุ้น” ในมุมมองคนรุ่นใหม่ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นวิถีชีวิตแบบ Slow Life คือจิบกาแฟ นั่งเทรดหุ้นตามห้าง แต่อันที่จริงชีวิตใน Streaming ของคนส่วนมากกลับ “Super Fast Life” เสียมากกว่า การทำอะไรช้า ๆ เราจะมีโอกาสเป็นอิสระจากฝูงชนได้ง่ายกว่า และมองเห็น “โอกาส” ในภาพใหญ่ง่ายกว่า แทนที่จะต้องวิ่งเข้าไปเก็บเหรียญหน้ารถสิบล้อ ซึ่งส่งผลต่อความเครียดและความสามารถในการควบคุมอารมณ์ การซื้อหุ้นและอดทนรอคอยแบบ Slow Life เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าที่สุดในการได้ผลตอบแทนที่เปลี่ยนชีวิตได้

            ข้อห้า การ Slow Life ในตลาดหุ้น จะทำให้คุณมีชีวิตที่สมบูรณ์ขึ้นนอกตลาดหุ้น ทั้งชีวิตในการทำงาน ครอบครัว การมีเวลาทำกิจกรรมที่เราชอบ หรือมีประโยชน์ต่อสังคม เวลาทุกวินาทีมีความหมายเสมอกันหมด เวลาไม่ใช่ของฟรี แต่เป็นต้นทุนราคาแพงที่สุด และดูเหมือนกับที่กูรูว่า ยิ่งคุณขยับตัวน้อยลง ผลตอบแทนในตลาดหุ้นคุณจะมากขึ้น อย่าเอาราคาหุ้นรายวันมาวัดผลความสำเร็จ แต่วีไอ SLOW LIFE ควรจะเอาทุกมิติของชีวิตมาวัดว่า ชีวิตที่เกิดมา มีคุณค่า อย่างที่วีไอมุ่งแสวงหาหรือไม่ ถ้าเราทำหน้าที่อย่างถูกต้อง วิกฤตไหนเราก็ไม่ต้องไปกังวลเหมือนที่ตลาดกังวลครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...