ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ข่าวดีเศรษฐกิจไทย / วีระพงษ์ ธัม



   ประเทศไทยในเวลานี้เหมือนกับขาด “ข่าวดี” มาอย่างยาวนาน แทบจะพลิกหาข่าวดีไม่เจอในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ในวิกฤตย่อมเกิดโอกาส ในข่าวร้ายก็มีข่าวดีแฝงเสมอ ผมจะลองมองต่างมุมกับข่าวเศรษฐกิจไทย

            การส่งออกที่ชะลอตัวอย่างมากในปีนี้ แท้จริงแล้วถ้าดูในรายละเอียด ส่วนที่ส่งออกลดลงอย่างมาก ก็เนื่องจาก “ราคา” สินค้าประเภทโภคภัณฑ์ที่ลดลงอย่างรุนแรง เช่น สินค้าเกษตร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน แต่สำหรับสินค้าบางอย่างเช่น รถยนต์ ก็แสดงให้เห็นตัวเลขที่เติบโต โดยเฉพาะหมวดรถกระบะซึ่งแสดงถึงความแข็งแรงของภาคยานยนต์ของไทย นอกจากนั้นในช่วงเวลานี้ ประเทศก็เริ่มแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมานาน เช่นการประมง การเกษตรที่มีประสิทธิภาพต่ำ นำมาซึ่งผลดีในระยะยาว ส่วนสินค้าหมวดอิเล็กโทรนิคโดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์หลังจากโดนผลกระทบมาโดยตลอดก็เริ่มตั้งตัวและหาพื้นที่เติบโตได้ ธุรกิจอาหารก็เริ่มสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการส่งออกแม้ฝืดไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญที่กำลังผ่านช่วงปรับตัว

            ในแง่การส่งออก “บริการ” เราทำได้อย่างโดดเด่น แม้ว่าตลาดรัสเซียจะหดตัวอย่างรุนแรงแต่ยอดนักท่องเที่ยวเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่นโรงแรม สปา บริการทางการแพทย์ ก็มีผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและกำลังเป็นพระเอกของประเทศในอนาคต ยังไม่นับธุรกิจ “โรงเรียน” ซึ่งผมเห็นแนวโน้มเติบโตโดยตลอด โดยเฉพาะธุรกิจโรงเรียนนานาชาติหรือภาคอินเตอร์ เรียกได้ว่าบริษัทจดทะเบียนไทยในหมวดบริการค่อย ๆ ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคหรือระดับโลกแล้ว

            ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีข่าวร้ายมาโดยตลอด ตั้งแต่ปีที่แล้วที่ตลาดต่างจังหวัดชะลอตัว และตลาดกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมหดตัวอย่างรวดเร็ว ก็มีข่าวดีซ่อนอยู่ คือ การที่เราเริ่มเห็นนักลงทุนหรือผู้ซื้อจาก “ต่างประเทศ” เข้ามาซื้อคอนโดฯในประเทศไทยจำนวนมาก คอนโดฯบางแห่ง ถึงขั้น “ล็อคห้อง” ให้กับผู้ซื้อต่างชาติกันทีเดียว การที่เราสามารถส่งออก “ที่อยู่อาศัย” แสดงให้เห็นว่าเมืองหลัก ๆ ในไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นเมืองที่อยู่อาศัยระดับภูมิภาค กรุงเทพฯน่าอยู่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะภาครัฐและเอกชนช่วยกันมาโดยตลอด จุดสำคัญคือการดึงดูด “คน” ได้ คือพื้นฐานของการสร้าง “เมือง”

            สำหรับการบริโภคในประเทศที่หดตัว สาเหตุหลัก ๆ คือการ “บริโภคเกินตัว” ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่กระแส “ผ่อน Iphone เครื่องแรก” “ผ่อนรถคันแรก” “ผ่อนบ้านหลังแรก” “ผ่อนทีวีจอแบนดูบอลโลก” “ผ่อนบัตรกดเงินต่าง ๆ” ทำให้หนี้ภาคครัวเรือนเราถีบตัวสูงขึ้นเร็วมาก แต่นี่คือช่วงเวลา “เรียนรู้” ของคนไทยในการก้าวจากยุค “นักออม” สู่ยุค “บริโภคนิยม” ตามกระแสโลก บทเรียนเรื่องการไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ เป็นบทเรียนที่สำคัญของคนไทยรุ่นลูกของ Baby Boomer แต่ในทางกลับกันผู้ที่เคยเรียนรู้บทเรียนนี้มาแล้ว อย่างภาครัฐ หรือภาคเอกชน ก็มีฐานะคงคลังและงบดุลที่แข็งแรงมาก เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงอันดับต้น ๆ ของโลกทีเดียว

            การลงทุนของไทยก็ชะลอตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ถ้าดูดี ๆ แล้ว การลงทุนของ “ผู้เล่นรายใหญ่” ก็ไม่ได้ลดถอยลง การลงทุนใหญ่ ๆ ยังมีให้เห็นอยู่ พร้อม ๆ กับการลงทุน Mega Project ของภาครัฐ ซึ่งแม้จะช้าไปบ้าง แต่เราอย่าลืมว่าเราแทบไม่ได้จริงจังในการลงทุนเรื่องเหล่านี้มาเป็นสิบปี สนามบินอย่างสุวรรณภูมิก็ใช้เวลาสร้างหลายสิบปี ดังนั้นการคาดหวังให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นหลักเดือนก็คงเป็นสิ่งที่คาดหวังเกินความสามารถของประเทศ แต่ถ้าใน 2-3 ปีนี้เราเริ่มเห็นการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และนี่จะเป็น “อนาคตใหม่” ของประเทศไทย

            สำหรับข่าวร้ายของเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีเข้ามาทุก ๆ วัน หากวิเคราะห์ดูแล้วนี่คือสิ่งที่โลกกำลังปรับตัว ประเทศในเอเชียซึ่ง “ทำงานหนักมาก” สมควรที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล รัฐที่อ่อนแอกว่าก็ควรจะปรับตัวถอยลง นี่คือธรรมชาติของระบบทุนนิยมที่มีการแข่งขันกันเกือบสมบูรณ์ เมื่อมีรัฐหนึ่งล่มสลาย ก็ต้องมีรัฐหนึ่งที่รุ่งเรือง รัฐที่รุ่งเรืองเร็วเกินไปก็ควรจะชะลอตัวลงบ้าง และประเทศที่เติบโตเร็วในอนาคตจะประกอบด้วยประเทศในเอเชียอยู่หลาย ๆ ประเทศ รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างกลุ่ม CLMV

            สุดท้ายในแง่นักลงทุน นี่คือเวลาที่วิเศษ ตั้งแต่การจับจ่ายซื้อสินค้าก็ได้ราคา “ถูกมาก” เรียกได้ว่ามี Sales 50% แทบทุกอาทิตย์ หุ้นไทยก็ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะไม่ถูก แต่ถ้าเลือก “หุ้น” ให้ดี ก็เริ่มมีหุ้น Super Stock PE แค่ 20 เท่าต้น ๆ ให้เห็นแล้ว หลังจากที่ไม่ได้เห็นมายาวนานหลาย ๆ ปี เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือเวลาที่เราควรจะเริ่มเชื่อมั่นในพื้นฐานระยะยาวของประเทศและช่วยให้เศรษฐกิจไทยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ในที่สุด

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...