ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หุ้นมัดใจลูกค้า โดย คุณวีระพงษ์ ธัม


เป้าหมายหลักอย่างหนึ่งของธุรกิจคือการพยายาม “มัดใจ” ลูกค้าให้จงรักภักดีต่อสินค้าบริษัทให้ได้ แต่อันที่จริงแล้ว หลายครั้งลูกค้าไม่ได้ถูกมัดใจ แต่สาเหตุคือลูกค้ามีต้นทุนที่เรียกว่า Switching Cost ต่างหากที่ทำให้ใช้สินค้าบริษัทอย่างต่อเนื่อง นี่หมายถึงต้นทุนของผู้บริโภคในการเปลี่ยนจากสินค้าเดิมไปใช้สินค้าหรือบริการของ Supplier ใหม่ ระยะหลัง ๆ ผมเห็นว่า Switching Cost ส่งผลมากต่อมูลค่าของกิจการ นี่คือคูน้ำป้องกันข้าศึก เป็นความสามารถในการแข่งขันที่มีคุณค่าสูง และเหนือสิ่งอื่นใด นี่คือปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการลงทุน

            Switching Cost นั้นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องเงินเสมอไป แต่รวมไปถึงต้นทุนค่าเสียเวลา ความยากลำบาก ในการเปลี่ยนแปลง ต้นทุนทางความรู้สึก สังคม วัฒนธรรม และ Switching Cost ในหลายอุตสาหกรรมแตกต่าง เพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ

            ยุคโทรศัพท์มือถือยุคแรก ๆ ที่ Motorola หรือ Nokia สามารถครองตลาดได้อย่างยาวนาน สาเหตุหนึ่งคือต้นทุนการเปลี่ยนยี่ห้อเครื่องนั้นสูงมาก เพราะการย้ายข้อมูลในเครื่องนั้นยากลำบาก และต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องใหม่ทั้งหมด แต่ในยุค Andriod ที่สามารถย้ายข้อมูลได้อย่างง่ายดาย และหน้าตาการใช้งานก็แทบจะคล้ายคลึงกัน Switching Cost ที่หายไปอย่างมโหฬารนี้ทำให้ “ผู้นำ” ในตลาดมือถือของ Andriod ยุคปัจจุบันเปลี่ยนหน้าตาไปไม่เว้นแต่ละปี

            หรืออย่าง ธุรกิจเพลง ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลากหลาย ตั้งแต่แผ่นเสียง เทปคาสเซ็ต CD MP3 จนมาถึง Online Streaming จะเห็นว่า Format ใหม่ ๆ นำเสนอสิ่งที่มีต้นทุนต่ำลง ประสิทธิภาพดีขึ้นและสะดวกขึ้นอย่างมาก หลายครั้ง Switching Cost ที่ต่ำ จะนำมาด้วยภัยคุกคามที่ใหญ่มากกว่ามาก คือสินค้าทดแทนเสมอ ๆ

            หุ้นโทรคมนาคมไทยมีมูลค่าลดลงอย่างมากในช่วงที่เกิดการแย่งประมูล 4G หลายคนคิดว่าค่าใบอนุญาตที่แพงคือสาเหตุ จริง ๆ แล้วนี่อาจเป็นเพียงชนวน แต่สาเหตุหลักคือการลดลงอย่างมากของ Switching Cost เนื่องจาก “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” ได้ต่างหาก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2008 แต่กว่าลูกค้าจะรู้ว่า Switching Cost นั้นต่ำมาก ก็ต้องอีกหลายปีให้หลัง พร้อม ๆ กับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างดุเดือด

            ดังนั้นธุรกิจจำนวนมากจึงพยายาม “สร้าง” Switching Cost ให้มากที่สุด ตัวอย่างแรกที่เห็นได้บ่อย ๆ คือ การสร้าง Loyalty Program เช่นสายการบินสะสมไมล์ บัตรเครดิตสะสมแต้ม โรงแรมสะสมคืนวันเข้าพัก ค้าปลีกสะสมคะแนน มีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ใช้งานนานหรือใช้งานมาก นี่คือวิธีการ “พิมพ์นิยม” แต่ปัจจัยหรือคุณค่าของ Switching Cost แตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ ขึ้นอยู่กับว่า “คุณค่า” ของผู้บริโภคที่ได้รับนั้นมากกว่า “ต้นทุน” ในการใช้มากแค่ไหน

            วิธีที่สองซึ่งธุรกิจอย่าง Chain ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านค้าปลีก มี Switching Cost ซ่อนอยู่แบบที่เราไม่รู้ตัว คือ “การสร้างความเคยชิน” มนุษย์เราต้องการความง่าย ไม่ต้องการเสี่ยง หรือไม่ต้องการคิดเยอะ ถ้าเราเข้าร้านที่คุ้นเคยเมื่อเดินเข้าร้าน เราก็รู้เลยว่าสิ่งที่อยากได้อยู่มุมไหนของร้าน สั่งกาแฟแก้วโปรด อาหารจานโปรดได้อย่างสะดวก นี่คือต้นทุนที่มองไม่เห็น ไม่นับรวมถึงต้นทุนทางความรู้สึกที่ซ่อนอยู่

            วิธีที่สามคือ การสร้างต้นทุนที่เรียกว่า Learning Curve เพราะกว่าที่เราจะสามารถใช้งานสินค้าหรือบริการได้ต้องใช้เวลาเรียนรู้ เช่นถ้าเราเคยชินกับโปรแกรม Word โอกาสที่จะเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมอื่นนั้นยาก เนื่องจากเราไม่อยากเสียเวลาศึกษาวิธีใช้ของโปรแกรมใหม่ แต่ว่าผู้เล่นรายใหม่ ๆ มักจะออกแบบผลิตภัณฑ์มาให้ใช้งาน “ง่าย” หรือมี “มาตรฐานสากล” เพื่อลด Switching Cost ให้ต่ำที่สุด App ต่าง ๆ ในยุคนี้ แทบจะเรียกได้ว่า กดสองสามที ก็ต้องได้ผลลัพท์แล้ว

            วิธีที่สี่คือ การ Lock-in การขายต่อเนื่อง เช่น เครื่องพิมพ์จะขายเครื่องถูก เพราะคาดหวังว่าจะขายหมึกพิมพ์ มีดโกนขายด้ามสวย ๆ ในราคาแทบจะฟรี เพราะตั้งใจขายใบมีด เครื่องกาแฟแคปซูลขายถูกมาก เพื่อหวังว่าจะแคปซูลราคาแพง โอเปอร์เรเตอร์มือถือ ขายเครื่องถูก ๆ เพื่อพ่วงสัญญาการใช้งานเข้าไปด้วย แต่นี่จะนำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะทุกคนต่างอยาก Lock-in ลูกค้าให้ได้ ดังนั้นสุดท้ายมักจะไม่มีใครได้ประโยชน์

            เห็นได้ว่าวิธีการเพิ่ม Switching Cost นั้นยาก ตำรากลยุทธ์ธุรกิจเดิมใช้ไม่ค่อยได้ผล ในขณะที่ Switching Cost ต่ำลงเป็นประวัติการณ์เพราะการเกิดขึ้นของ Startup ต่าง ๆ ธุรกิจใหญ่ ๆ พักหลังจึงเลือกใช้วิธี “ซื้อดัก” ธุรกิจอื่นที่มีแนวโน้มว่าลูกค้าจะย้ายหนีไป พยายามสร้างประสบการณ์เฉพาะ หรือพยายามสร้าง Network Effect เพื่อที่จะ “กินรวบ” เหมือนกับว่าธุรกิจในอนาคตจะแบ่งระหว่าง Switching Cost สูงสุดกู่ กับธุรกิจที่แทบจะไม่มี Switching Cost เลย ข้อสรุปผมคือ โลกยุคใหม่ ธุรกิจไหนที่สามารถสร้าง Switching Cost ได้เพิ่มขึ้นทุกวัน คือธุรกิจที่มีคุณค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีข้อสงสัยครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...