ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร




สองสามวันก่อน AC Nielson บริษัทสำรวจความเห็นผู้บริโภคชั้นนำได้จัดอันดับความเชื่อมั่นผู้บริโภคของประเทศต่าง ๆ  ในโลกจำนวน 63 ประเทศในช่วงไตรมาศสุดท้ายของปี 2016 แล้วก็พบว่าประเทศที่คนมีความเชื่อมั่นสูงสุด 5 อันดับก็คือ  อินเดีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และสุดท้ายก็คือ  เวียตนาม—ประเทศที่ผมได้รับข่าวสารชิ้นนี้ ซึ่งไม่ปรากฏเป็นข่าวในประเทศไทย  การที่ผมติดตามข่าวจากเวียตนามนั้น   เป็นเพราะผมต้องการรู้เรื่องราวต่าง ๆ  ของเวียตนามมากขึ้นเนื่องจากผมลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามและกำลังลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  บทวิเคราะห์ต่าง ๆ  ที่เกี่ยวกับเวียตนาม  เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเศรษฐกิจ  การเงิน  และตัวหุ้นเป็นสิ่งที่ผมจะได้รับเป็นประจำทุกวันจากโบรกเกอร์  และนี่ก็เป็นข่าวอีกชิ้นหนึ่งที่เป็น  “ข่าวดี”  ที่ผมได้รับค่อนข้างบ่อยจากเวียตนาม  เพราะมันเป็น “สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง” ทางเศรษฐกิจซึ่งจะส่งผลต่อหุ้นและตลาดหุ้นโดยรวมของเวียตนาม

เหตุผลที่ผู้บริโภคเวียตนามมีดัชนีความเชื่อมั่นสูงเพิ่มขึ้น 5 จุดเป็น 112 จุดนั้นเนื่องจาก..  การขยายตัวของคนชั้นกลาง  รายได้เพิ่มขึ้น  ระดับการศึกษาที่เพิ่มขึ้นรวมถึงการมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ..  นั่นคงจะเป็นคำตอบของผู้บริโภคเวียตนามที่ตอบแบบสอบถาม  แต่ลึก ๆ  แล้ว  ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงถึงกว่า 6% และการขยายตัวของความต้องการแรงงานและเงินเดือนหรือรายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจที่จะใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการสูง  เหตุที่ผมเชื่ออย่างนั้นก็เป็นเพราะว่าประเทศที่ติดอันดับอีก 4 ประเทศนั้นต่างก็มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ  เช่นอินเดีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐและอินโดนีเซีย  ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากยิ่งกว่าเวียตนามเสียอีก  ยกเว้นสหรัฐที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ไม่สามารถจะโตเกินกว่า 3-4% ต่อปีได้  แต่ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่โตเร็วและแข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ

การติดตามข่าวเศรษฐกิจจากเวียตนามตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาผมพบว่าตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของเวียตนามส่วนใหญ่ต่างก็มีสัญญาณที่ดีขึ้น  ตัวเลขแรกที่เห็นก็คือ  การส่งออกสินค้าของเวียตนามที่เพิ่มขึ้นทุกปีหรือเกือบทุกไตรมาศในระดับอย่างน้อย 7-8% ขึ้นไปแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมานั้นตัวเลขส่งออกของประเทศต่าง ๆ  ในโลกดูเหมือนว่าจะชะลอตัวหรือลดลง อย่างเช่นตัวเลขส่งออกของไทยเป็นต้น  ว่าที่จริงตัวเลขการส่งออกของเวียตนามในขณะนี้ก็สูงมากจนใกล้เคียงกับการส่งออกของไทยแล้วทั้ง ๆ  ที่ขนาดของเศรษฐกิจของเวียตนามนั้นเป็นแค่ครึ่งเดียวของไทย

นอกจากตัวเลขการส่งออกแล้ว  ตัวเลขสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะบอกว่าการส่งออกของเวียตนามจะโตขึ้นอีกไหมก็คือตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมจากประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างเกาหลี  ญี่ปุ่น  และไต้หวัน เป็นต้น  นี่ก็เป็นอีกตัวเลขหนึ่งที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเวียตนามในฐานะที่เป็นประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและมีคุณภาพในการผลิตสูงในระดับโลก  ถ้าจะพูดไปก็คือผู้ผลิต  ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุตสาหกรรมยุค 4.0 เช่นโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้ายุคใหม่  และสินค้าดั้งเดิมอย่างรองเท้าและเสื้อผ้าของแบรนด์ระดับโลกต่างก็มุ่งหน้าสู่เวียตนาม  ดูไปแล้วผมคิดว่าเวียตนามคงจะเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไปอีกอย่างน้อยเป็นสิบ ๆ ปีขึ้นไปเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงคุณภาพของประชากรชาวเวียตนามที่ผมได้รับทราบมา

การทดสอบในเรื่องของการศึกษาระดับสากลที่เรียกว่า PISA Test ซึ่งทดสอบกับนักเรียนมัธยมอายุ 15 ปีในวิชาคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์นั้นพบว่าเด็กเวียตนามทำได้ดีติดอันดับสูงมากเทียบเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วโดยที่วิชาวิทยาศาสตร์นั้นทำได้ถึงอันดับที่ 8 ของโลก  นอกจากนั้น  การที่ประชากรส่วนใหญ่มีอายุในช่วงวัยทำงานและยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ไปอีกน่าจะไม่น้อยกว่า 20 ปีก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจเวียตนามโตต่อไปเรื่อย ๆ ไม่น้อยกว่า 20 ปี ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็น “ข่าวดี” สำหรับนักลงทุนระยะยาวอย่างผมที่ต้องการลงทุนในประเทศหรือสถานที่ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนในหุ้น  โดยที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าตลาดหุ้นเวียตนามต่อจากนี้น่าจะให้ผลตอบแทนระยะยาวแบบทบต้นไม่น้อยกว่า 10% ต่อปีอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา   โดยที่ความเสี่ยงที่จะมีก็คงเป็นเรื่องของนโยบายของรัฐบาลที่อาจจะนำประเทศ “กลับหลังหัน” สู่สังคมนิยมอย่างเช่นในอดีต  อย่างไรก็ตาม  ผมคิดว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างต่ำเนื่องจากประชาชนคงจะไม่ยอม

สัญญาณของความรุ่งเรืองของเวียตนามนั้นยังปรากฏให้เห็นได้จากการขยายตัวของการก่อสร้างอาคารใหม่ ๆ  และการจับจ่ายใช้สอยของคนชั้นกลางและสูง  ผมเองยังจำได้ว่าเมื่อสองปีก่อนที่ผมเดินทางไปดูงานการลงทุนที่โฮจิมินซิตี้และไปเดินชมห้างสรรพสินค้าชั้นนำกลางเมืองนั้นมันยัง “เหงา” แต่เพื่อนที่เพิ่งเดินทางกลับมาเมื่อเร็ว ๆ นี้บอกว่ามันเปลี่ยนไปแล้ว  ตอนนี้คนเดินกันขวักไขว่  ในขณะเดียวกัน  ร้านกาแฟสตาร์บักส์ที่ผมเห็นว่ามีการเปิดหลายแห่งและคนค่อนข้างแน่นตอนนี้ก็เพิ่มขึ้นอีกมาก เช่นเดียวกับปริมาณการซื้อรถยนต์ของคนเวียตนามที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% ในช่วงปีที่ผ่านมา  นี่ทำให้ผมนึกถึงประเทศไทยในช่วงปีแห่งการเติบโตที่ร้อนแรงที่ผมเห็นรถยนต์ป้ายแดงวิ่งกันเต็มถนน

ดัชนีตลาดหุ้นที่เป็นตัว “สะท้อน” ภาวะความรุ่งเรืองหรือการตกต่ำของเศรษฐกิจของประเทศก็ดูเหมือนว่าจะยืนยันความรุ่งเรืองที่กำลังเกิดขึ้นนี้  ดัชนีตลาดหุ้นโฮจิมินได้ทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 717 จุดเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 60 ที่ผ่านมา  ซึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกไปถึงดัชนีดาวโจนส์ซึ่งทำสถิติสูงสุดที่ 20,821 จุดในวันเดียวกันซึ่งก็อาจจะเป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐในช่วงนี้  เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นอินเดียและอินโดนีเซียที่อยู่ในระดับใกล้สูงสุดในประวัติศาสตร์

ผมเองไม่ได้ศึกษาหรือลงทุนใน 4 ประเทศที่กล่าวถึงแต่ผมก็เชื่อว่ามันน่าจะมีสัญญาณแห่งความรุ่งเรืองที่น่าจะ “สัมผัสได้”  ถ้าเราเราติดตาม  ว่าที่จริงผมเองคิดว่ามันอาจจะเป็นตลาดหุ้นที่ดีและน่าลงทุนในระยะยาวและดีกว่าตลาดเวียตนามก็ได้เพราะตัวเลขการเติบโตของประเทศเหล่านั้นยกเว้นสหรัฐโตมากกว่าเวียตนามด้วยซ้ำ  เพียงแต่ว่าผมไม่แน่ใจว่ามันจะโตได้ยาวหรือนานแค่ไหน   อย่างไรก็ตาม  สำหรับคนที่สนใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศและไม่รู้ว่าจะลงที่ไหนดีหรือต้องการลงมากกว่าหนึ่งแห่ง  ตลาดหุ้นทั้งห้าแห่งก็เป็นตัวเลือกที่น่าจะพิจารณาก่อนประเทศอื่น  และถ้าไม่รู้ว่าจะลงทุนในหุ้นตัวไหนก็สามารถลงทุนในกองทุนอิงดัชนีของประเทศหรือ ETF ก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีถึง 10% ต่อปีแบบทบต้นในระยะยาวได้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...