ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ดรามากับสถิติลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


คนที่อยากจะประสบความสำเร็จระยะยาวในตลาดหุ้นอย่าง “ค่อนข้างแน่นอน” นั้น  ผมคิดว่าเขาควรจะต้องเข้าใจ “หลักสถิติ” บางอย่าง  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  เขาจะต้องเข้าใจว่าการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น  ไม่มีอะไรที่จะให้ผลตอบแทน “แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์”  ความสำเร็จของการลงทุนนั้นนอกจากจะมาจากความสามารถในการเลือกหุ้นแล้ว  ยังขึ้นอยู่กับ  “ดวง”  ไม่น้อย  เช่น  คุณลงทุนช่วงไหน?  เลือกหุ้นแบบไหนหรือตัวไหนและช่วงนั้นหุ้นตัวที่เลือกกำลังอยู่ใน “กระแส”  หรือเปล่า  เป็นต้น  ดูไปก็อาจจะคล้าย ๆ  กับการแข่งขันฟุตบอลลีกระดับโลกที่ไม่ว่าทีมจะเก่งแค่ไหนก็อาจจะพ่ายแพ้ได้  หรือบางทีแม้ว่าทีมจะไม่ได้เก่งอะไรมากแต่ก็ชนะได้เช่นกัน  เพียงแต่ว่าทีมที่เก่งกว่าอาจจะมีโอกาสที่จะชนะสูงกว่าถ้าเล่นไปเรื่อย ๆ  หลาย  ๆ  ฤดูหรือหลาย ๆ  สิบปี

และนั่นก็คล้าย ๆ  กับการลงทุนในตลาดหุ้นที่คนเก่งนั้น  บางปีก็ “แพ้” คนที่เล่นหุ้นไม่เก่งเลยหลุดลุ่ย  แต่ในระยะยาวแล้ว  เขาจะเป็นผู้ชนะ  วอเร็น บัฟเฟตต์ เองที่ได้ชื่อว่าเป็น “สุดยอดเซียน”  ก็แทบไม่เคยเป็นผู้ชนะสุดยอดในแต่ละปีเพราะผลตอบแทนปีต่อปีของเขาไม่เคยเกินร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ในระยะยาวกว่า 60 ปีของเขา  ส่วนใหญ่เขาก็จะได้ผลตอบแทนค่อนข้างดีอาจจะปีละ 10-30% และแทบจะไม่เคยขาดทุนเลย  ซึ่งเป็นสถิติที่หาคนเทียบได้ยาก  แต่คนที่ชนะสูงมากหรือสูงสุดยอดในบางปีนั้น  บ่อยครั้งปีต่อไปหรือในระยะยาวแล้วกลับแพ้มากกว่า  ผลรวมก็คือ เขาไม่ชนะ  อย่างไรก็ตาม  คนที่โดดเด่นมาก ๆ ในบางปีก็กลายเป็น “เซียน” ได้  เพราะคนส่วนใหญ่จะ  “ประทับใจ” กลายเป็นเรื่อง  “ดรามา” ที่คนพูดถึงและเอาไปเขียนหรือสร้างเป็นภาพยนตร์ก็มี

ถ้าเราพูดถึงวิธีการลงทุนในตลาดหุ้นหรือการสร้างความร่ำรวยผ่านการซื้อขายตราสารและสินทรัพย์ต่าง ๆ  นั้น  ก็จะพบว่ามีคนที่เสนอ “วิธี” การลงทุนที่จะทำให้คุณ  “รวย”  ได้อย่าง  “เหนือจินตนาการ” เช่น  “จากเงินแสนเป็นร้อยล้าน” และยังส่งสัญญาณทำนองว่า  “ผมทำได้  คุณก็ทำได้”  สิ่งที่ไม่ได้บอกก็คือ  เรื่องแรก  เขาอาจจะทำไม่ได้จริง  แต่อาจจะรวยเป็นล้านด้วยการขายหนังสือหรือคอร์สสอนวิธีการลงทุน  ประเด็นที่สอง  เขาอาจจะทำได้จริงโดยมีหลักฐานน่าเชื่อถือ  แต่เขาอาจจะทำซ้ำไม่ได้  เหนือสิ่งอื่นใด  วิธีที่เขาทำนั้น  อาจจะมีคนอื่นที่ทำคล้าย ๆ  กันแต่ล้มเหลว   คนที่ทำแล้วประสบความสำเร็จอาจจะมีแค่หนึ่งในร้อย  ส่วนคนที่เหลือนั้นขาดทุน  บางทีก็เป็นคนที่เอาเงินไปให้กับคนที่ “ชนะ” จนกลายเป็น  “เซียน”  นั่นแหละ

ลองมาดูว่าเรื่อง “ดรามา” น่าประทับใจจากการลงทุนหรือเก็งกำไรที่มักจะทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดและหลงไปปฏิบัติตามแต่ในที่สุดก็พบว่าเป็นเรื่องไม่จริง  เรื่องแรกก็คือ  การถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งหรือการถูกรางวัลเลขท้ายหลาย ๆ  งวดติดต่อกัน  นี่บางทีก็กลายเป็นข่าวน่าประทับใจและทำให้คนที่ถูกรางวัลเป็น “ดารา”  ซึ่งทำให้คน  “รากหญ้า”  จำนวนมากต่างก็ฝันและหาวิธีเลือกสลากหรือเลือกเลขที่จะทำให้ถูกรางวัลในงวดต่อ ๆ ไป  อย่างไรก็ตาม  การแทงหวยนั้น  คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าการประสบความสำเร็จนั้นยังขึ้นอยู่กับ  “ดวง”  มากกว่าความสามารถ  ดังนั้น  พวกเขาจึงมักแสวงหาวิธีค้นหา  “ดวง”  เช่น  ดูเลขท้ายทะเบียนรถของผู้มีชื่อเสียงหรือมีอำนาจในประเทศ เป็นต้น

ในวงการหุ้นนั้น  มี “ดรามา” เกิดขึ้นตลอดเวลา  นั่นคือ  มีหุ้นที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลเป็น “หลายเด้ง” หรือราคาหุ้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาอันสั้น   หุ้นหลายตัวนั้นบางทีก็ไม่ได้มีผลประกอบการที่ดีหรือโดดเด่นอะไรเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงแต่มี “สตอรี่”  ที่น่าเชื่อถือ  หุ้นบางตัวก็มีทั้งสตอรี่และก็มีผลประกอบการที่โดดเด่นตามมาเพียงแต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะรองรับกับราคาที่ขึ้นไปสูงลิ่วได้   อย่างไรก็ตาม  มันก็ก่อให้เกิด  “ความประทับใจ” ขึ้นในช่วงนั้นว่า  นี่คือหุ้นหรือวิธีการเลือกหุ้นที่จะประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง  คนก็หันมาเล่นหุ้นแนวนั้นกันมากมายช่วยดันราคาหุ้นเหล่านั้นขึ้นไปอีก  ทำให้คนเชื่อเพิ่มขึ้นว่านี่เป็นวิธีการที่ถูกต้องเที่ยงแท้แน่นอน  แต่นั่นอาจจะไม่จริง  มันอาจจะเป็นเหตุการณ์เพียงครั้งเดียวหรือช่วงเดียว  สถิติหรือโอกาสที่หุ้นแบบนั้นจะประสบความสำเร็จอาจจะน้อยกว่าความล้มเหลว  คนที่เล่นตามในเวลาต่อมาอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ  ดังนั้น  ถ้าเราตัดสินใจนำมาใช้ในการลงทุน  ในระยะยาวแล้วเราก็อาจจะแพ้

เรื่องราวกลยุทธ์การลงทุนบางเรื่องฟังดูก็น่าจะดีอาจจะเพราะมีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามีคนประสบความสำเร็จได้อย่างงดงามน่ามหัศจรรย์ เช่น  คุณต้อง “รอ” ลงทุนในยาม “วิกฤติ” เหมือนอย่าง… แต่ประเด็นก็คือ  วิกฤตินั้นมีโอกาสเกิดน้อย  บางทีอาจจะต้องรอเป็นสิบหรือยี่สิบปี  ในเวลานั้นที่คุณไม่ได้ลงทุนในหุ้น  คุณอาจจะขาดโอกาสทำผลตอบแทนปีละ 7-10%  ซึ่งรวม ๆ  แล้วมันไม่คุ้มที่จะรอวิกฤติ  เป็นต้น

นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากชอบซื้อ ๆ  ขาย ๆ  หุ้นรายวัน  และตัวที่เขาเล่นนั้นบางครั้งก็ให้ผลตอบแทนเป็นสิบหรืออาจจะหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว  ไม่ต้องสงสัยว่ามันเป็นหุ้น “ปั่น”  หรือไม่ก็เป็นหุ้นที่เก็งกำไรสูงมาก  เช่น เป็นหุ้น IPO ที่เพิ่งเข้ามาซื้อขายในวันแรก ๆ  วิธีการเล่นหุ้นเหล่านี้ถูกบอกเล่าหรือสอนโดยอิงจากหุ้นที่ให้ผลตอบแทนมหาศาล “เหนือจินตนาการ” บ่อยครั้งก็ยกคนที่  “รวยจริง” เป็นข้อพิสูจน์   แต่สิ่งที่เขาไม่ได้บอกก็คือ  คนที่  “จนจริง”  คือขาดทุนนั้นอาจจะมีมากกว่าสิบเท่า  ดังนั้น  ถ้าเรานำไปใช้  โอกาสที่จะขาดทุนก็จะมีสูงมากเทียบกับกำไรที่อาจจะมาบ้าง  นาน  ๆ  ครั้ง  และไม่คุ้มที่จะทำ

นักลงทุนบางคนอาจจะรู้ตัวว่าไม่มีความสามารถในการเลือกหุ้นและตัดสินใจซื้อกองทุนรวม  พวกเขาก็จะได้รับข่าวสารรับรู้ว่าผู้จัดการบางรายนั้นมีผลงานโดดเด่นน่าประทับใจอาจจะติดต่อกันหลายไตรมาศหรืออาจจะสองสามปีด้วยซ้ำซึ่งถูกมองว่า  “ยาวมาก”  เขาจึงตัดสินใจเลือกลงทุนกับกองทุนนั้น  แต่ที่จริงเขาอาจจะไม่ได้ตรวจสอบว่า  “สถิติ” ผลการลงทุนระยะยาวที่ควรจะมากกว่า 4-5 ปีขึ้นไปนั้นเป็นอย่างไร  และมีความ “สม่ำเสมอ”  แค่ไหน  บางที  วันที่เราเข้าไปลงทุนและต่อจากนั้น  ผลประกอบการอาจจะกลับมา “แย่” ตาม “สถิติเดิม” ก็ได้

นักลงทุนที่ดีนั้นผมคิดว่าเขาจะต้องหลีกเลี่ยงเรื่อง  “ดรามา” หรือเรื่องน่าประทับใจที่อาจจะทำให้ความคิดหรือความเข้าใจเรื่องการลงทุนของเราไขว้เขว  พยายามคิดพิจารณาโดยเน้นดูสถิติระยะยาวประกอบเพื่อที่จะรู้ว่าอะไรคือความจริง   จำไว้เสมอว่าความจริงทุกอย่างในตลาดหุ้นนั้นมี “ความน่าจะเป็น”  ต่อท้ายเสมอ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...