ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

จัตุรัสนักลงทุน 1 โดย คุณวีระพงษ์ ธัม


หากเราเดินทางไปยุโรป สิ่งที่ได้พบเห็นในใจกลางเมืองประวัติศาสตร์แทบทุกแห่งคือ เมืองเหล่านั้นจะมีจัตุรัส ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้คนในอดีตมีกิจกรรมร่วมกันคือการ “แลกเปลี่ยน” ทั้ง “สิ่งของ” และ “ความรู้” นี่เป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมตะวันตกที่ทำให้เกิดการต่อยอดทางภูมิปัญญาอย่างต่อเนื่อง เพราะการรวมกลุ่มจะเกิดความคิดต่อยอด ในสังคมการลงทุนนั้น จัตุรัสหรือแหล่งแลกเปลี่ยนสำหรับการลงทุนมีบันทึกไว้เริ่มต้นราว 200 กว่าปีที่แล้ว แต่เริ่มแพร่หลายจริงจังเมื่อเราเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ต และเหมือนกันว่ายุคปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

            จัตุรัสของนักลงทุนมักจะเริ่มต้นที่การเป็น “กลุ่ม” และพัฒนาเป็น “สโมสร” หรือ Club เช่น โรงเรียนธุรกิจแต่ละแห่งในอเมริกาก็จะมีสโมสรซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนระดับโลกอยู่เสมอ ๆ เช่นบัฟเฟตต์จะเปิดห้องต้อนรับสโมสรการลงทุนของโรงเรียนธุรกิจชื่อดังในอเมริกาเวียนไปในแต่ละปี คนที่อยู่ในสโมสรนอกจากจะได้แลกเปลี่ยนความคิดกันเอง ก็ยังได้พบกับ “ต้นแบบ” นักลงทุนระดับโลก และสโมสรที่บัฟเฟตต์มีส่วนร่วมอีกแห่งหนึ่งเป็นการ์ตูนเรื่อง Warren Buffett’s Millionaires Club ซึ่งสอนเยาวชนเรื่องการออมการลงทุน ใครมีลูกหลานให้ดูน่าจะได้ประโยชน์

            จัตุรัสนักลงทุนที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งของอเมริกา และน่าจะใหญ่ติดอันดับโลก คือ SeekingAlpha.com ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการแลกเปลี่ยนแนวคิดการลงทุนอย่างแพร่หลาย มีการให้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และมีจำนวนสมาชิกมากกว่า 3 ล้านคน จัตุรัสนักลงทุนแห่งนี้ทำให้เกิดภูมิปัญญากลุ่ม ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับสำนวนจีนโบราณที่ว่า “ช่างรองเท้าสามคน เหนือกว่าขงเบ้ง” ความหมายคือ คนธรรมดา ๆ สามคนร่วมด้วยช่วยกัน ก็สามารถเอาชนะหนึ่งในกุนซือเอกของยุคได้ ถ้าเป็นศัพท์เศรษฐกิจยุคใหม่น่าจะใช้คำว่า The Wisdom of Crowds หรือการเกิดภูมิปัญญาของกลุ่มนั่นเอง

            ในประเทศไทยเท่าที่ผมทราบ จตุรัสนักลงทุนที่เริ่มแพร่หลายแรก ๆ คือสังคมเวปบอร์ดซึ่งมีอยู่หลาย ๆ แห่ง แต่ปัจจุบันก็มีปิดไปบ้างตามกาลเวลา และยังมีอีกหลายแห่งที่ยังคงอยู่ เช่น ห้องสินธรของ Pantip.com หรือ Thaivi.org เป็นต้น มีการพัฒนามาเป็น Blog และสุดท้ายเป็น Social Network ที่มี Page หุ้นมากมายนับไม่ถ้วน ข้อเสียของหลัก ๆ ของสังคมใหม่ ๆ คือ มักเป็นสังคมสื่อสารทางเดียวเป็นส่วนมาก สังคมทางเดียวก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดในตลาดหุ้นคือ “ฟองสบู่” มักเกิดจากความเห็นที่ไปในทางเดียว และถ้าจะศึกษาว่า ปัจจัยที่จะเกิด Wisdom of Crowds (WOC) น่าจะมีอะไรบ้าง ผมขอสรุปจากหนังสือของ James Surowieky ดังนี้

            สิ่งแรกคือ ความคิดเห็นต้องมีความหลากหลาย เกิดจากคนจำนวนมากถกเถียงให้ความเห็นกัน โดยปกติแล้วความคิดเห็นของคนหมู่มาก มักจะหลากหลายโดยธรรมชาติ

            สิ่งที่สองคือ ความคิดเห็นต้องมี “อิสระต่อกัน” แม้ว่าสังคมจะมีขนาดใหญ่ แต่ถ้ามีความคิดของบางคนมีอิทธิพลเหนือกว่าความคิดเห็นอื่นมาก ๆ จะถือว่า “ไม่เป็นอิสระ” ดังนั้นสังคมที่เป็นลักษณะ “ได้ครับท่าน” “ดีครับผม” ย่อมเกิด WOC ได้ยากกว่า

            สิ่งที่สามคือ ความคิดต้องไม่รวมศูนย์กลาง หรือเกิดจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง จะต้องมีภูมิปัญญาเฉพาะท้องถิ่นมาประกอบ เช่น ข้อมูลลงลึกสำหรับผู้ที่เก่งในอุตสาหกรรมแตกต่างกันมารวมกัน ย่อมดีกว่าความรู้จากวิชาชีพหรือสังคมที่เหมือนกัน ๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสังคมที่หลากหลายมาก ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา จึงเกิด WOC และสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่า ยาวนานกว่า

            สิ่งสุดท้ายคือ ต้องมีเครื่องมือบางอย่าง เพื่อจะเกิด “ความร่วมมือ” เอาปัญหามาวิเคราะห์ เอาข้อมูลมาจัดเรียง จนเกิดการตกผลึกทางความคิดได้ ความหลากหลายย่อมเกิดความขัดแย้งทางความคิด กลไกที่ทำให้ผู้คน “มองภาพใหญ่” มองส่วนรวมจึงสำคัญ และจะต้องมีกลไกที่ต้องให้รางวัลกับ “ผู้ให้” เพราะสังคมกลุ่ม จะไม่ยั่งยืนถ้ามีแต่ผู้รับโดยปราศจากผู้ให้ครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...