ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อวสานของโมเดิร์นเทรด? โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


เมื่อเร็ว ๆ นี้ บัฟเฟตต์ได้ขายหุ้นวอลมาร์ท  ห้างค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลก  ที่เขาเข้าลงทุนมากว่า 10 ปีจนหมดหรือเกือบหมด  เขาเคยมีหุ้นวอลมาร์ทคิดเป็นเงินประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือหนึ่งแสนล้านบาท  แต่ในระยะสองสามปีที่ผ่านมาเขาก็ได้ทยอยขายหุ้นออกไปเรื่อย ๆ  ซึ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเขาก็ได้ขายหุ้นเทสโก้ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกอันดับสามของโลกออกไปหมดเช่นเดียวกันแม้ว่าการขายในครั้งนั้นอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาเรื่องของบรรษัทภิบาลก็ตาม    ถ้าจะวิเคราะห์ดู  บัฟเฟตต์น่าจะสรุปแล้วว่า  อนาคตของ Modern Trade หรือ  “ค้าปลีกสมัยใหม่”—สำหรับคนไทย  ที่บัฟเฟตต์เรียกว่า  “Traditional Trade”  หรือ  “ค้าปลีกดั้งเดิม”  นั้น  กำลังถึงกาล “อวสาน” หรือกำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ    ปัญหาของ “ค้าปลีกดั้งเดิม”  ในสายตาบัฟเฟตต์ก็คือ  การเข้ามารุกของการ “ค้าปลีกสมัยใหม่”  คือ  E-commerce ที่ค้าขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตนำโดยบริษัทอะเมซอนที่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ  โดยที่วอลมาร์ทไม่สามารถต่อสู้ได้แม้จะพยายามนำระบบ E-commerce ของตนเองเข้าร่วมแข่งขันด้วยก็ตาม

คำถามที่สำคัญสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็คือ  “โมเดิร์นเทรด” ของไทยนั้น  กำลังถึงกาล “อวสาน” หรือกำลัง  “หมดยุค”  ไม่โตหรือโตช้าลงไปมากอย่างที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นในอเมริกาหรือยัง?  การที่จะตอบคำถามนั้นได้  เราคงต้องมาทำความเข้าใจในเรื่องของเศรษฐศาสตร์การค้าปลีกในภาพใหญ่เสียก่อนว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไรในประวัติศาสตร์และทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น

ในสังคมที่ยังไม่พัฒนาเท่าไรนั้น  การค้าปลีกจะทำกันใน “ตลาดสด”  หรือร้านค้าซึ่งอาจจะรวมถึงบ้านที่อยู่อาศัยของเจ้าของที่จะมี  “หน้าร้าน” ที่เป็นทางสัญจรของผู้คน  ผู้ค้าจำนวนมากมักจะเป็นเจ้าของร้านและเป็นพนักงานขายด้วย  ร้านค้าแต่ละแห่งนั้น  จะมีทำเลที่ตั้งเพียงแห่งเดียวหรือมีจำนวนไม่มาก  ระบบการบริหารร้านค้าเป็นแบบที่อาศัยเจ้าของและพนักงานเป็นคนจัดการซึ่งมักจะมีประสิทธิภาพต่ำ  เหนือสิ่งอื่นใด  มันก็ไม่คุ้มที่เขาจะลงแรงทำระบบที่มีต้นทุนสูงแต่ค้าขายนิดเดียว

สังคมที่ “กำลังพัฒนา” หรือสังคมที่คนมีรายได้ดีขึ้นเป็นคนชั้นกลางมากขึ้นแบบไทยนั้น  ระบบค้าปลีกก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นระบบที่ให้บริการแก่คนซื้อดีขึ้น  วิธีการค้านั้นก็คือ  การเป็นระบบ  Modern Trade หรือการ “ค้าปลีกสมัยใหม่”  ที่มีการจัดตั้งร้านค้าในอาคารที่ทันสมัยปรับอากาศตลอดปี  มีการสร้างเครือข่ายร้านจำนวนมากทั่วประเทศหรือในบริเวณกว้าง   ร้านทุกร้านที่เป็นชื่อเดียวกันมักจะมีระบบบริหารร้านค้าที่ดีและเหมือนหรือใกล้เคียงกัน  ด้วยวิธีการแบบนี้  มันสามารถให้บริการที่ดีขึ้นและด้วยต้นทุนการบริหารที่ลดลงเนื่องจากมันมี  Economies of Scale หรือมีการประหยัดเนื่องจากขนาดของยอดขายที่สูงซึ่งทำให้คุ้มที่จะลงทุนในระบบที่ดีและมีราคาแพงได้

ยุคสมัยปัจจุบันที่เป็น “Digital Economy” ซึ่งทำให้ต้นทุนในการติดต่อสื่อสารและโลจิสติกส์หรือการขนส่งเคลื่อนย้ายสินค้าต่ำลงมาก  ทำให้ระบบการค้าปลีกผ่านอินเตอร์เน็ตหรือ E- commerce ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ   ความจำเป็นที่จะต้องมีหน้าร้านเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อสินค้าก็ลดลงเรื่อย ๆ   ในขณะเดียวกัน  ต้นทุนในการโฆษณาผ่านสื่อสมัยใหม่ก็ถูกลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ที่ผู้คนต่างก็  “ดูจอ” เพื่อหาข้อมูลและติดต่อสื่อสารเกือบทุกอย่างที่ตนเองต้องการผ่านโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ต  นี่ทำให้ผู้ขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตไม่ต้องมีหน้าร้านและไม่ต้องเสียค่าโฆษณามากอย่างผู้ค้า  “ดั้งเดิม”  อย่างวอลมาร์ท  และนั่นทำให้อะเมซอนซึ่งเพิ่งจะเริ่มทำการค้ามาแค่ประมาณ 20 ปี โดยที่ไม่มีหน้าร้านเลย มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  และในที่สุดก็จะมากกว่าวอลมาร์ทซึ่งก่อตั้งมากว่าห้าสิบปีและมีสาขาทั่วสหรัฐและในโลก  มูลค่าหุ้นของอะเมซอนในปัจจุบันนั้นใหญ่กว่าวอลมาร์ท  คอสโค และทาร์เก็ท ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐรวมกัน

ข้อสรุปของผมก็คือ  ความก้าวหน้าหรือการเติบโตของการค้าปลีกนั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของสังคมและเรื่องทางเศรษฐกิจของการทำธุรกิจค้าปลีก  ประการแรกก็คือ  ถ้าเป็นสังคมเจริญแล้ว  ผู้คนส่วนใหญ่มีความมั่งคั่งสูงอย่างในสหรัฐ  การค้าปลีกก็จะมุ่งหน้าเข้าสู่การค้าแบบ E-commerce ซึ่งจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  และจะทำลายการค้าที่ผ่านร้านเครือข่ายจำนวนมากในที่สุด  แน่นอน  มันไม่หมดไป  แต่จะค่อย ๆ  น้อยลง  และนั่นทำให้ธุรกิจไม่โตและราคาหุ้นค่อย ๆ  ถดถอยลงอย่างในกรณีหุ้นวอลมาร์ทที่หุ้นไม่ไปไหนมาหลายปีและกำลังตกลงอย่างช้า ๆ    อย่างไรก็ตาม  ในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทยเองนั้น  ระบบการค้าแบบมีหน้าร้านเป็นเครือข่ายส่วนใหญ่ก็ยังโตอยู่แม้ว่าในระยะยาวอาจจะมีความเสี่ยงที่จะถูกทดแทนจากการค้าแบบ E-commerce   ในทางตรงกันข้าม  ประเทศที่ “เพิ่งจะเริ่มพัฒนาเร็ว” อย่างเวียตนามเองนั้น  การค้าแบบเครือข่ายก็ถือว่าเป็น “Modern Trade” หรือเป็น  “การค้าปลีกสมัยใหม่”  ที่กำลังโตเร็วมากและราคาหุ้นของบริษัทที่ทำก็วิ่งกันอุตลุต

นอกจากเรื่องของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแล้ว  อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาก็คือความคุ้มค่าของการค้าขายผ่านระบบ E-commerce  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  สินค้าของร้านค้าที่จะถูกทำลายง่ายที่สุดก็คือสินค้าที่มีมูลค่าหรือราคาปานกลาง เช่น  ชิ้นละ 500 หรือ 1000 บาทขึ้นไปถึง 2-3 หมื่นบาท  เป็นสินค้าที่มีความเป็นมาตรฐานสูง มีแบบจำกัด  ตัวอย่างเช่น  โทรศัพท์มือถือ  คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ   หรือไม่ก็เป็นสินค้าที่คนซื้อมีรสนิยมเฉพาะตัวเช่น  เสื้อผ้าผู้หญิงเป็นต้น

สินค้าที่น่าจะยังปลอดภัยจาก E-commerce พอสมควรก็คือสินค้าที่มีราคาแพงมากหรือถูกมากที่ทำให้ไม่คุ้มที่จะขายหรือจัดส่งให้กับลูกค้า   สินค้าราคาแพงมากเช่นบ้านหรือเครื่องประดับเพชรนั้นเป็นเพราะคนซื้อ  “คุ้ม” ที่จะเดินทางไปดูหรือเลือกซื้อสินค้านั้นที่ร้านแทนที่จะดูจากอินเตอร์เน็ตและไม่แน่ใจว่าสินค้าจะดูดีจริงหรือไม่  ส่วนสินค้าที่ถูกมากเพียงชิ้นละไม่เกิน 4-50 บาท เช่นสินค้าในร้านสะดวกซื้อนั้น  มันไม่คุ้มสำหรับบริษัทที่จะรับคำสั่งและจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและการจัดส่ง  ในขณะที่สินค้าบริโภคและอุปโภคที่ใช้ประจำวันอย่างวอลมาร์ทเองนั้น  แม้ว่าแต่ละรายการอาจจะไม่แพงแต่เนื่องจากรายการที่ซื้อแต่ละครั้งมักจะมีจำนวนมาก  รวมแล้วอาจจะมีมูลค่า 3-4000 บาท ซึ่งคุ้มสำหรับการทำ E-commerce ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายโดยเฉพาะที่เป็นรายใหญ่อย่างอะเมซอน

ในฐานะที่เป็น VI และมองการลงทุนระยะยาว  ในระยะหลังนี้  ก่อนที่จะซื้อหุ้นค้าปลีก  ผมคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าในที่สุดหรือในระยะเวลาอันไม่นาน  มันจะมีโอกาสที่จะถูกทำลายโดย E-commerce หรือไม่ประกอบด้วยเสมอ  นั่นคือกรณีในประเทศไทย  อย่างไรก็ตาม  ในตลาดหุ้นเวียตนามเองนั้น  บริษัทที่ทำโมเดิร์นเทรดแบบเครือข่ายกลับกำลังโตวันโตคืนและความเสี่ยงเรื่อง E-commerce น่าจะยังมีน้อยยกเว้นสินค้าบางอย่างที่อาจจะถูกแทนที่ง่ายเช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...