ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

จาก Warren Buffett ถึงนักลงทุนพอร์ตเล็ก / โดย คนขายของ


ในปี 1951 ขณะที่อายุได้ 21 ปี Buffett ได้เริ่มงานที่แรกในฐานะ “Investment Salesman” กับบริษัทชื่อ Buffett-Falk & Co ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับการลงทุนของบิดาของเขาเอง ในตอนนั้นเขามีความมั่งคั่งราว 20,000 เหรียญ คุณคิดว่าการลงทุนของ Buffett ในช่วงนั้นเป็นแนวไหน? ผลตอบแทนการลงทุนของเขา เป็นอย่างไร? คิดว่าในตอนนั้นเขาเล่นเก็งกำไรแบบซื้อๆขายๆ แล้วเมื่อพอร์ตใหญ่ขึ้นค่อยเปลี่ยนมาเป็น นักลงทุนแนวเน้นคุณค่าหรือเปล่า?


ในปี 2005 Buffet ได้เล่าถึงสมัยที่เขาเริ่มลงทุนให้กลุ่มนักศึกษาที่มาเยี่ยมชม Berkshire Hathaway ที่โอมาฮาว่า ในช่วงทศวรรษ 1950 ถึงแม้ว่าตอนนั้นเงินลงทุนเขายังน้อย แต่ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในชีวิตการลงทุนของเขา ซึ่งเขาสามารถทำผลตอยแทนทบต้นได้มากกว่า 50% ขึ้นไป และเขายังย้ำว่า ถึงในวันนี้แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่การบริหารพอร์ตขนาดเล็กให้ได้ผลตอบแทน50% นั้นยังคงเป็นไปได้ และง่ายกว่าเดิมด้วย เพราะข้อมูลข่าวสารนั้นสามารถเข้าถึงได้สะดวกมาก


แล้ว Warren Buffett หาหุ้นอย่างไรในช่วงทศวรรษ 1950? เขากล่าวว่า “คุณต้องพลิกหินจำนวนมากมาย เพื่อค้นหาสิ่งเล็กๆที่ไม่อยู่ในกระแส คุณต้องหาบริษัทที่ไม่มีแสดงพิกัดอยู่บนแผนที่” ในช่วงเวลาที่ Buffett เริ่มทำงานนั้นเขาได้ทุ่มเวลาเพื่ออ่าน คู่มือการลงทุนของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ภาคธนาคาร ภาคการผลิต หรือ ภาคบริการสาธารณะ โดยอ่านอย่างละเอียดแบบหน้าต่อหน้า ผลจากความอุตสาหะของเขา ทำให้เขาพบเจอบริษัทขนาดเล็ก ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงเป็นอย่างมาก เช่น หุ้น Western Insurance ซึ่งซื้อขายกันที่ราคา 3 เหรียญ ในขณะที่มีกำไรต่อหุ้นสูงถึง 20 เหรียญต่อหุ้น หรือหุ้นอย่าง Union Street Railway ซึ่งราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าเงินสดสุทธิต่อหุ้นเป็นอย่างมาก เรียกว่าซื้อแบงค์ร้อยได้ในราคา 30 บาทเลยทีเดียว


ผมเชื่อว่าอ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่านคงมีคำถามว่า แล้วหุ้นอย่างนี้จะคงหลงเหลืออีกหรือในปัจจุบัน? เนื่องอัตราดอกเบี้ยโลกเป็นขาลงต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 1982 ทำให้ตลาดหุ้นทั้วโลกอยู่ในขาขึ้นมาโดยตลอด อาจจะทำให้การหาหุ้นที่ดูเหมือนว่าคุ้มค่ากับการลงทุนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  แต่ถ้าเราลองมองออกไปให้กว้างขึ้น ผมเชื่อว่านักลงทุนจะยังคงหาโอกาสดีๆได้อีกมาก เช่น หุ้นบริษัทน้ำมัน บริษัทหนึ่งในรัสเซีย มูลค่ากิจการ มากกว่า 1 ล้านล้านบาท แม้ว่าในปี 2016 ราคาจะขึ้นมาแล้วถึง 40% แต่ปัจจุบันก็ยังซื้อขายกันที่ PE ราวๆ 7 เท่า PBV 0.7 หนี้สินต่อทุนก็น้อยเพียง 0.3 แถมยังมีปันผลมากกว่า 5% ผมลองเช็คดูย้อนหลัง พบว่าในห้าปีที่ผ่านมา มีการจ่ายปันผลทุกปี


หลังจากรัสเซีย ผมลองมาหาหุ้นในตลาดอเมริกาซึ่งดูเหมือนว่าหุ้นของเขาได้เป็นขาขึ้นมายาวนานหลายปี แล้วหุ้นที่ราคาเหมาะสมกับการลงทุนยังมีอยู่หรือ? ผมพบว่า ผมยังสามารถเจอหุ้นที่ PE ต่ำกว่า 7 PBV ต่ำกว่า 1.5 ROE สูงกว่า 15% และมีปันผลมากกว่า 5% ได้อยู่บ้าง ซึ่งก็ตรงกับที่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า บริษัทเหล่านี้มักเป็นบริษัทที่ “ไม่มีการแสดงพิกัดในแผนที่” คืออาจเป็นกิจการที่ไม่ใหญ่มาก ยังไม่มีชื่อเสียง หรือ อาจจะเป็นกิจการระดับท้องถิ่น เลยทำให้นักลงทุนไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะกองทุนขนาดใหญ่ สำหรับตลาดหุ้นไทย ผมก็เชื่อว่ายังคงมีบริษัทที่ซื้อขายกันต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานอยู่ แต่อาจจะไม่ได้ มองเห็นชัดเจนแบบราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าเงินสดสุทธิต่อหุ้น แต่อาจเป็นในรูปของ มีมูลค่าที่ดินมหาศาล มีมูลค่าบริษัทลูกแฝงตัว หรือ มีมูลค่าตราสินค้าหรือสิทธิบัตรสูงมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่มีการแสดง ตัวเลขในงบดุล นักลงทุนคงต้องลงในรายละเอียดกันเอง


สำหรับผู้ที่อาจจะเพิ่งเริ่มลงทุน มูลค่าพอร์ตยังเล็กอยู่ ก็ขออย่าเพิ่งได้ถอดใจว่าโอกาสในการลงทุนดีๆนั้นหมดไปแล้ว หรือคิดไปว่าพอร์ตเรายังเล็กเล่นเอามันเอาสนุกดีกว่า อย่าง Buffett ที่มีปริญญาตรีทางบริหารธุรกิจ และ ปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์ จบมาแล้วเขายังศึกษาเรื่องธุรกิจของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างละเอียด เรียกว่าอ่านคู่มือแทบทุกหน้า ใส่ใจในรายละเอียดเพื่อหาโอกาสในการลงทุนที่คนอื่นมองไม่เห็น ผมเชื่อว่าในโลกของการลงทุน ถ้าเราเริ่มด้วยความยาก ต่อไปเมื่อชำนาญแล้ว คล่องตัวแล้ว การประเมินมูลค่ากิจการนั้นก็จะง่าย Buffett นั้นเคยเล่าว่าเขาใช้เวลาเพียง 2-3 นาที ในการตัดสินใจว่าจะซื้อกิจการนั้นๆ หรือไม่ แต่ถ้าเราเริ่มด้วยความง่าย ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ไม่มีวินัย และไม่เน้นแสวงหาความรู้ ความสำเร็จ คงจะเกิดขึ้นได้ยาก ก่อนจะลงสนามเพื่อจะลงทุนจริง ขอให้ลองถามตัวเองก่อนว่า “เราจะเอาอะไรไปสู้กับเขา?” ในสนามที่คุณต้องเจอ กองทุนไทย กองทุนฝรั่ง ที่มีผู้จัดการจบปริญญาโท ปริญญาเอก และรายใหญ่ตลาดหุ้นที่เข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว ผมเชื่อว่าสำหรับนักลงทุนรายย่อย คงมีเพียง ความรู้ที่เข้มข้น และ การรู้จักอดทนและรอคอย ที่จะช่วยให้ฝันเรื่องอิสระภาพทางการเงินนั้นเป็นจริง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...