ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

จิ๊กซอว์หุ้น เขียนโดย คุณวีระพงษ์ ธัม




 เกมตัวต่อจิ๊กซอว์ คือ เกมโบราณที่เรียบง่ายที่สุดเกมหนึ่งบนโลกนี้ ไม่จำเป็นต้องอ่านวิธีเล่นก็เข้าใจได้ น่าประหลาดว่าว่ามันแฝงปรัชญา วิธีคิดมากมายซึ่งคล้ายกับวิธีการลงทุนในหุ้นอย่างมาก และผมคิดว่าปรัชญานี้คือหนึ่งใน “หัวใจ” ของการประสบความสำเร็จในหุ้น ศาสตร์การลงทุนเราต้อง “ฝึกต่อภาพ” หรือ “เชื่อมโยง” ข้อมูลที่มีอยู่เข้าหากันเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อให้ข้อมูลที่มีอยู่มีประสิทธิภาพ และถูกต้องมากที่สุด การมีจิ๊กซอว์หนึ่งชิ้นเราอาจจะตอบไม่ได้ดีนักว่ามันคือภาพอะไร แต่ก็ถ้าเรา “ต่อภาพ” ให้กว้างขึ้นจนครบถ้วนสมบูรณ์ เราจะบอกคำตอบได้ดีกว่ามาก สาเหตุที่การลงทุนเป็นศิลปะเพราะการเสน่ห์ของการเชื่อมโยงนี่เอง Investing is just connecting things มันคือเกมที่ชื่อว่า “จิ๊กซอว์หุ้น”

            การลงทุนคือ “ศาสตร์แห่งการคาดเดาอนาคต” กำไรของเราจะขึ้นกับอนาคตทั้งสิ้น ส่วนที่ยากของการลงทุนคือมันเป็นเกมจิ๊กซอว์ ที่เราไม่เห็นกล่องว่าภาพนั้นคือภาพอะไร จุดเริ่มต้นเราจึงไม่ต่างจาก “คนตาบอดคลำช้าง” ที่ลองผิดลองถูก ไปตาม “ข้อมูล” ที่ได้รับ เพื่อจะ “จินตานาการ” ภาพข้างหน้า ปัญหาหลักของความผิดพลาดในการลงทุน คือเราจะมักสนใจเพียงแค่เรื่องสิ่งที่เรารู้และเรื่องที่เราไม่รู้ ซึ่งแท้จริงยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งอันตรายกว่ามากคือ “สิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้” และสิ่งเรา “คิดว่าเรารู้แต่เราไม่รู้” นี่คือสาเหตุหลักของความผิดพลาดในการลงทุน เพื่อลดปัญหานี้เราควรต้องทำอย่างไรบ้าง?

            1. โจทย์แรกของจิ๊กซอว์หุ้นคือ เราต้องเชื่อมโยงระหว่างภาพเล็กและภาพใหญ่ ความคิดของการหาหุ้นแบบ Bottom Up หรือ Top Down นั้น แค่บอกว่าเราเริ่มต้นตรงไหน เพราะในที่สุด เราก็ต้องเชื่อมข้อมูลภาพใหญ่และภาพเล็กเข้าหากันอยู่ดี การลงทุนต้องเริ่มต้นจากการหยิบจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นมาวางเรียงกัน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลแนวลึกและแนวกว้าง ค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์ การเข้าใจหนึ่ง “ธุรกรรม” เมื่อมาต่อภาพกัน ก็จะเข้าใจ หนึ่ง “ธุรกิจ” และขยายไปสู่หนึ่ง “อุตสาหกรรม” เมื่อเราเริ่มต่อภาพไปบ่อย ๆ เราจะสร้างประสบการณ์ที่จะเป็นตัวช่วยกำหนดเป้าหมายว่า “ภาพที่อยากเห็น” คืออะไร และการต่อภาพก็จะเร็วขึ้นมาก ส่วนที่ยากที่สุดในนี้คือ “วินัย” อย่าประเมินจิ๊กซอว์หุ้นว่ามีชิ้นน้อย ๆ นักลงทุนที่มีประสบการณ์มักมองว่ามันคือจิ๊กซอว์ระดับหมื่นชิ้น ไม่ใช่หลักร้อยชิ้นเหมือนนักลงทุนทั่วไป

            2. เนื่องจากข้อมูลมีจำนวนมาก จง “เลือก” ข้อมูล และ “แยกชิ้นส่วน” เป็นหมวดหมู่ เช่นข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง โดยอ้อม เกี่ยวกับคู่แข่ง เกี่ยวกับลูกค้า แยกส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อน สุภาษิตเรื่อง “อย่าจับปลาสองมือ” ใช้ได้ดีในตลาดหุ้น โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่เราต้องหา “หายุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดก่อน” อย่าพยายามรีบออกนอก “ขอบเขตความรู้” ของตัวเอง จุดเริ่มต้นในการต่อจิ๊กซอว์หุ้นคือ ธุรกิจที่เราเชี่ยวชาญและเข้าใจได้ดี

            3. ระวังการ “เข้าใจผิด” การต่อจิ๊กซอว์ ชิ้นที่ต่อยากที่สุดคือ ชิ้นที่เราเข้าใจผิดว่ามันเป็นอย่างหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วมันอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นจริงในธุรกิจหรือหุ้นบ่อยครั้งอาจจะเป็นคนละเรื่อง ตัวเลขงบการเงินที่เห็นในวันนี้อาจจะไม่เป็นจริงในอนาคต โอกาสและความเสี่ยงในตลาดหุ้นเกิดจาก “ความเข้าใจผิด” นี่เอง ที่มักจะเพราะเรา “ด่วนสรุป” ทุกอย่างเร็วเกินไป เหมือนเราได้จิ๊กซอว์มาไม่กี่ชิ้น ได้คำตอบมาสั้น ๆ แต่เรานำมาสรุปอธิบายภาพรวมทั้งหมด ผลที่ตามมาคือ เราอาจจะมองข้ามหุ้นคุณภาพดี หรืออาจจะมองหุ้นบางตัวดีเกินความเป็นจริง

            4. ต้องพยายามต่อจิ๊กซอว์เชื่อม “ข้อมูล” กับ “ความรู้” ความรู้เท่านั้นที่จะช่วยให้เรากำไรเพิ่มขึ้นในตลาดหุ้นได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ข้อมูล การเชื่อมโยงนี้คือหัวใจของ “การวิเคราะห์หุ้น” ข้อมูลบอกแค่ภาพบริษัทกำลังจะทำอะไร แต่เราต้องคิดนำว่าวิเคราะห์ต่อ เช่น บริษัทกำลังมีกลยุทธ์ด้านไหน แผนการตลาด การบริหารทรัพยากรคน เรื่องการเงิน เรื่องการแข่งขัน การเติบโต ถ้าเราต่อจิ๊กซอว์ระหว่างข้อมูลและทฤษฎีในตำราเข้าหากัน จะทำให้เห็นวิเคราะห์ภาพอนาคตของแผนนั้น ๆ ได้ “ลึก” ขึ้น

            5. จิ๊กซอว์ตัวแรก ๆ ที่เราควรจะต้องเชื่อมต่อภาพให้ได้คือ “งบการเงิน” ที่แต่ละบรรทัดจะสะท้อนความสามารถของบริษัทในอดีตไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง และจะเห็นถึงประวัติศาสตร์หุ้น และพัฒนาการ รวมไปถึงโอกาสอุปสรรคของบริษัทบางอย่างได้ ภาพงบการเงินจะบอกว่าสิ่งที่เราคิดถูกต้องหรือไม่ และเรื่องการประเมินมูลค่าที่น่าปวดหัว มันไม่ใช่สูตรการคำนวณสมการที่ยาก แต่เป็นกระบวนการการต่อจิ๊กซอว์ที่ซับซ้อนต่างหาก

            6. ระวังการขาดจิ๊กซอว์ “ชิ้นสำคัญ” ในการลงทุน เราจำเป็นต้องได้จิ๊กซอว์ “ชิ้นสำคัญ” ให้ครบให้มากที่สุด เพื่อที่ไม่ให้การลงทุนเราล้มเหลว ไม่สำคัญว่าเราจะต่อจิ๊กซอว์หุ้นได้ภาพกว้างมากขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าเราขาดชิ้นส่วนสำคัญเราก็สามารถผิดพลาดได้เสมอ ตัวอย่างคือ กรณีที่ธุรกิจทุกอย่างดูดีหมด แต่เจอปัญหาขาดสภาพคล่อง หรือผู้บริหารไม่โปร่งใส ก็ทำให้สิ่งที่เราคิดถูกทั้งหมด กลับกลายเป็นผิดพลาดได้

            7. เมื่อเราต่อจิ๊กซอว์ครบแล้ว เราต้องลงมือซื้อหรือขายตามสิ่งที่เห็น นี่คือการเชื่อมโยงที่ยากที่สุด เป็นตัวแบ่งนักลงทุนที่ชาญฉลาดออกจากนักทฤษฎีที่ชาญฉลาด โอกาสเดียวที่เราจะกำไรมากคือเราต้อง “ฝืนทำ” สิ่งมีเรามีมุมมองที่ไม่ตรงกับฝูงชน และจงเชื่อในภาพที่ตัวเองต่อขึ้น และสิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ว่าเราชนะในเกมจิ๊กซอว์หุ้นไม่ใช่ราคาหุ้น แต่คือ ภาพที่เราต่อขึ้นในจินตนาการ กับภาพที่มันเกิดขึ้นจริง มันเป็นภาพเดียวกัน และคุณเห็นมันเป็นคนแรก ๆ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...