ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สงครามสนามเพลาะ / เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

  ในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ฝ่ายอักษะที่นำโดยเยอรมันใช้สงคราม “สายฟ้าแลบ” ในการรุกรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นส่วนใหญ่ สงครามสายฟ้าแลบนั้นทำโดยมีหลักการหรือยุทธวิธีใหญ่ ๆ 3 ประการด้วยกันนั่นก็คือ หนึ่ง วางกลยุทธการเข้าทำศึกอย่างรอบคอบและชาญฉลาดโดยมีเป้าหมายสำคัญก็คือ ใช้กำลังเข้ายึดตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ทำให้ได้เปรียบศัตรู ฆ่าและทำลายฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้ยอมแพ้อย่างรวดเร็ว สอง จะต้องมีการรวมกำลังทหารและทรัพยากรจำนวนมากอยู่ในจุดเน้นที่แคบเพื่อเพิ่มอำนาจในการยิง และสาม การเข้าโจมตีจะต้องเป็นเรื่องที่ฝ่ายตรงข้าม “นึกไม่ถึง” ในสงครามแบบสายฟ้าแลบนั้น ฝ่ายที่เข้าโจมตีจะต้องมีแม่ทัพและกองทหารที่มีความสามารถและวินัยสูง นอกจากนั้นก็จะต้องมีอาวุธและยุทโธปกรณ์ในการรบรวมถึงระบบการสื่อสารที่ดีเมื่อเทียบกับศัตรู

            ก็อย่างที่เรารู้ เยอรมันประสบความสำเร็จสูงมากในช่วงแรกของสงครามที่สามารถยึดประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรด้านตะวันตกหลายประเทศรวมถึงฝรั่งเศสที่เป็นผู้นำในเวลาอันสั้น แต่เมื่อเยอรมันเปิดแนวรบด้านตะวันออกโดยการบุกรัสเซีย สงครามก็เปลี่ยนไป เพราะรัสเซียสามารถยันกองทัพเยอรมันไว้ได้แม้จะเสียหายหนักมาก รัสเซียได้เปลี่ยนสงครามสายฟ้าแลบของเยอรมันให้กลายเป็น “สงครามยืดเยื้อ” จนในที่สุดเยอรมันกลายเป็นฝ่ายที่แพ้เพราะ “หมดกำลัง” ต้องถอยทัพและถูกทหารรัสเซียตามขยี้จนถึงเบอร์ลินและยอมแพ้ในที่สุด

            ในการลงทุนนั้น ผมมักจะพยายามนึกถึงประวัติศาสตร์สงครามเพื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนเพราะผมคิดว่าสงครามและการต่อสู้นั้น มีอะไรที่คล้าย ๆ กับการลงทุนที่ว่ามันเป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่มักจะต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรเพื่อการอยู่รอดและพวกที่ “ชนะ” ก็คือคนที่ “มองขาด” และใช้กลยุทธ์ที่ถูกต้องในสถานการณ์ที่เหมาะสม

            ในตลาดหุ้นไทยในช่วงประมาณ 10- 20 ที่ผ่านมานั้น คนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นโดยใช้ยุทธวิธีแบบ “สายฟ้าแลบ” นั่นคือ หนึ่ง ลงทุนแบบมีการวางแผนและใช้หลักการลงทุนแบบถูกต้องเช่น การใช้หลักการแบบ Value Investment ที่เน้นคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลักรวมถึงการดูราคาหุ้นที่ไม่แพงเกินไป เป็นต้น สอง มีการลงทุนแบบ Focus หรือเน้นการทุ่มเททรัพยากรให้อยู่ในจุดที่แคบ ลงทุนเม็ดเงินจำนวนมากของตนเองในหุ้นน้อยตัว และ สาม เลือกลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่นักลงทุนคนอื่นยังไม่สนใจและไม่มีหรือแทบไม่มีบทวิเคราะห์ เข้าทำนอง คนยัง “นึกไม่ถึง”

            ผลของการลงทุนแบบ “VI” ในสไตล์ดังกล่าวนั้น บ่อยครั้งทำให้พวกเขา “ชนะ” อย่างรวดเร็ว ความหมายก็คือ ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและทำกำไรมหาศาลในเวลาอันสั้น ซึ่งพวกเขาก็มักจะขายทำกำไรก่อนที่จะหาหุ้นหรือ “จุดเข้าตี” ใหม่ซึ่งก็มักจะสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ กลายเป็นปรากฏการณ์คล้าย ๆ กับชัยชนะในแนวรบด้านตะวันตกของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง

            “สงครามยืดเยื้อ” นั้น เป็นเกมสงครามในแนวรบด้านตะวันออกของเยอรมันต่อรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่สองที่จะคอยเตือนใจให้นักกลยุทธ์สงครามและนักลงทุนโดยเฉพาะ VI ตระหนักว่า สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาและกลยุทธ์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปมิฉะนั้นเราก็อาจจะ “พ่ายแพ้” อย่างคาดไม่ถึง

            ว่าที่จริงสงครามยืดเยื้อนั้น ไม่ได้เกิดครั้งแรกในสงครามเยอรมันกับรัสเซีย ตรงกันข้าม ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นประมาณ 25 ปีนั้น ต้องเรียกว่าเป็น “สงครามยืดเยื้อ” เป็นส่วนใหญ่ และที่น่าเศร้าก็คือ “ผู้เล่นหลัก” หรือคู่สงครามเองก็แทบจะซ้ำกันระหว่างครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สองนั่นก็คือ เยอรมันที่เป็นฝ่าย “มหาอำนาจกลาง” ประกอบด้วย เยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี และตุรกี ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็คือฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประกอบด้วยฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย เป็นต้น

            “ภาพใหญ่” ของกลยุทธ์การรบในครามโลกครั้งที่หนึ่งก็คือ มันเป็นการรบหรือสงครามใน “สนามเพลาะ” นั่นก็คือ คู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายต่างก็ขุดสนามเพลาะเป็นแนวรับเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกบุกผ่านเข้ามายึดชัยภูมิและเมืองสำคัญของฝ่ายตน แนวสนามเพลาะนั้นยาวเป็นหลายสิบหรือร้อยกิโลเมตรและมักจะมีหลายแนวซ้อนกันเพื่อเป็นการป้องกันหลายชั้นในกรณีว่าแนวหน้า “แตก”

            ในสนามเพลาะซึ่งเป็นคูดินลึกพอให้ทหารตั้งปืนเพื่อยิงฝ่ายตรงข้ามที่จะบุกเข้ามานั้น เต็มไปด้วยทหารที่ยืนเรียงรายกันตลอดแนว ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายบุกก็มักจะเริ่มโจมตีด้วยปืนใหญ่ก่อนที่จะให้ทหารบุกเข้าไปยึดสนามเพลาะของข้าศึก อย่างไรก็ตาม การที่จะเอาชนะนั้นไม่ง่าย เหตุผลก็เพราะคนที่ตั้งรับอยู่ในสนามเพลาะนั้นมักจะได้เปรียบในเรื่องของทำเลและภูมิประเทศที่เลือกไว้ก่อนแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องของการที่ทหารของพวกเขายืนอยู่ในที่ที่มีที่กำบังในขณะที่ฝ่ายรุกนั้นวิ่งเข้ามาในที่โล่งแจ้ง ผลก็คือ ฝ่ายรุกมักจะไม่สามารถเอาชนะฝ่ายรับได้และมักจะเสียหายหนัก และทั้งสองฝ่ายก็ผลัดกันรุกและรับกลายเป็นสงคราม “ยืดเยื้อ” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งสองฝ่าย

            สงครามยืดเยื้อนั้น มีคุณสมบัติที่สำคัญก็คือ การที่ฝ่ายหนึ่งพยายาม “ตี” ให้อีกฝ่ายหนึ่งอ่อนแรงลงไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ “หมดแรง” อันเป็นผลจากการที่บุคลากรและอาวุธยุทโธปกรณ์ถูกทำลายลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยปกติแล้ว ฝ่ายที่มีทหารและทรัพยากรมากกว่าก็มักจะเป็นฝ่ายชนะ แต่นั่นก็มักจะใช้เวลายาวมาก

            ในประวัติศาสตร์นั้น กลยุทธ์สงครามยืดเยื้อมักจะใช้โดยฝ่ายที่เสียเปรียบ อาจจะเนื่องจากการที่มีกำลังทหารและความสามารถน้อยกว่าและ/หรือมีอาวุธยุทโธปกรณ์ด้อยกว่า และมักจะเป็นการใช้เมื่อหมดหนทางจริง ๆ แล้ว อย่างไรก็ตาม ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น ดูเหมือนว่ากำลังของทั้งสองฝ่ายต่างก็พอ ๆ กัน และอาจจะเป็นเพราะว่ามีการพัฒนาการทางด้านของอำนาจการยิงแต่เรื่องของการสื่อสารและการเคลื่อนพลยังล้าหลัง รถบันทุกและรถถังที่ใช้ขนส่งกำลังยังมีน้อยมากและไม่เพียงพอ ทำให้ผู้นำทหารต่างก็ต้องใช้กลยุทธ์สงครามแบบยืดเยื้อโดยการขุดสนามเพลาะและรบกันในสนามเพลาะเป็นหลัก

            กลับมาที่กลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงเร็ว ๆ นี้ และย้อนหลังไปประมาณ 3-4 ปี ดัชนีตลาดหุ้นดูเหมือนว่าจะไม่ไปไหน เช่นเดียวกับที่ความผันผวนก็ลดลงมาก การลงทุนในตลาดหุ้นดูเหมือนกับการรบในสนามเพลาะที่คนเล่นไม่สามารถเอาชนะหรือทำกำไรได้ ยิ่งเล่นหรือเข้าตีมากเท่าไรก็จะยิ่งเสียหายมากเท่านั้น กลยุทธ์แบบเดิมที่เข้าซื้อหุ้นแบบทุ่มซื้อเพื่อหวังที่จะให้ราคาปรับตัวขึ้นไปแรงหรือคล้าย ๆ กับการรบแบบสายฟ้าแลบนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ทำงานอีกต่อไปและอาจจะทำให้ต้อง “ติดหุ้น” อย่างยาวนาน สถานการณ์ต่าง ๆ ทางด้าน “พื้นฐาน” และ/หรือ เก็งกำไรในช่วง 3-4 ปีมานี้ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นใจในการที่จะใช้กลยุทธ์รุกรบรุนแรงหรือการเล่นหุ้นโตเร็วราคาแพงเพราะคนอาจจะไม่เชื่อว่าราคามันจะขึ้นไปสูงและยืนอยู่ได้อีกต่อไป ทุกครั้งที่หุ้นขึ้นก็จะมีคนขายทำให้มันตกลงมาที่เดิม ดังนั้น เราอาจจะต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสม ตั้งสมมุติฐานว่านี่คือสงครามยืดเยื้อที่รบกันในสนามเพลาะและเราไม่สามารถเอาชนะได้ง่าย ยุทธศาสตร์ที่สำคัญก็คือ รักษากำลังหรือเม็ดเงินของเราให้ปลอดภัยที่สุด วิธีการก็คือ ลงทุนในหุ้นแข็งแกร่งและจ่ายปันผลงาม กระจายหุ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม นี่ก็คือ “การเล่นหุ้นในสนามเพลาะ” พยายามอย่าให้แพ้ ไม่ต้องเอาชนะ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...