ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พิซซ่าท้าดาวอังคาร / โดย คนขายของ (คุณชาย มโนภาส)

ในวันที่ 6 มีนาคม ปี 2009 ดัชนี Dow Jones ทำจุดต่ำสุดหลังจากเกิดเหตุการณ์ล่มสลายของ Lehman Brothers เพราะวิกฤต Subprime ที่ 6,626 จุด ในวันนั้นหากนักลงทุนมีเงินอยู่หนึ่งแสนบาท จะเลือก ลงทุนในหุ้นตัวไหนระหว่าง หนึ่ง Apple ผู้ผลิต Iphone สอง Google เจ้าแห่ง search engine สาม Amazon ร้านค้าปลีกออนไลน์ สี่ Netflix ผู้ให้บริหารดูหนังออนไลน์ และห้า ร้านพิซซ่าธรรมดาๆ อย่าง Domino’s Pizza ซึ่งไม่ได้มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมทางด้าน IT ที่ตื่นตาตื่นใจแต่อย่างใด เวลาผ่านมา 8 ปี ปรากฎว่าหากใครนำเงินหนึ่งแสนบาทลงทุนในหุ้น Domono’s Pizza ( DPZ ) จะกลายมาเป็น 3,500,000 บาท แต่ถ้าซื้อ Amazon จะได้ 1,510,000 บาท และ Google ได้เพียง 516,000 บาท ทำไมกิจการร้านพิซซ่าถึงสร้างความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้นได้ขนาดนี้? ทำไมกิจการที่ซื้อขายกันที่ PE เพียง 6 เท่าในปี 2009 กลายมาเป็น 45 เท่าในปัจจุบัน?

 จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดในช่วงปลายปี 2009 ซึ่งทาง DPZ ได้ประกาศยกเลิกสูตรพิซซ่า ดั้งเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งผู้บริโภคเริ่มเบื่อหน่าย ต้นเหตุเพราะ DPZ เกิดจากธุรกิจพิซซ่าส่งตามบ้าน ไม่ใช่ทานในร้าน สูตรพิซซ่าดั้งเดิมของ DPZ จึงเน้นการใช้ส่วนประกอบที่มีการเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะว่า ต้องการเน้นให้ส่งได้ไวที่สุด แต่ก็มีจุดอ่อนเพราะว่ารสชาติจะไม่ละมุนละไม หลังจากทำการ “กำจัดจุดอ่อน” โดยได้ทำการวิจัยอย่างเข้มข้นจนได้พิซซ่าสูตรใหม่ ทาง DPZ ได้ออกโฆษณาซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็น กรณีศึกษาเรื่องการตลาดที่สำคัญ เพราะว่าโฆษณาของ DPZ ไม่ได้สื่อเพียงว่าผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ดีอย่างไร แต่ยังสื่อถึงลูกค้าด้วย ว่า “Our pizza sucked” ซึ่งเป็นการยอมรับว่าเมื่อก่อนพิซซ่าของบริษัทนั้นคุณภาพ ย่ำแย่ บริษัทเปิด website ชื่อ www.pizzaturnaround.com ให้ผู้คนที่ได้ลองพิซซ่าสูตรใหม่มาแสดง ความเห็นได้เต็มที่โดยบริษัทจะไม่มีการตัดทอนเนื้อหาแต่อย่างใด ผลปรากฎว่า การยอมรับผิดและรับฟัง คอมเม้นท์ของลูกค้าที่มีทั้งชม และตำหนิทำให้ DPZ ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น และบริษัทก็นำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากการ “กำจัดจุดอ่อน” เรื่องคุณภาพพิซซ่าแล้ว DPZ ยังทำการ “กระชับจุดแข็ง” ของบริษัทในเรื่อง ของการส่งพิซซ่าโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเข้มข้น ด้วยวิสัยทัศน์อันเฉียบคมของผู้บริหาร ซึ่งได้เปลี่ยน แผนก IT ของบริษัทซึ่งเมื่อก่อนเป็นแผนกทำการ outsource ออกไป เป็นสร้างทีม IT ของบริษัท มีทีม software engineering เป็นของตัวเอง จากบทความทางวิชาการของ UCLA ได้กล่าวว่า ในเดือนกันยายน 2010 DPZ เป็นเบอร์ 4 ผู้ค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าจากพนักงานราว 800 คนที่ทำงานในสำนักงานใหญ่ มีจำนวนถึง 400 คนเป็นพนักงานทางด้านซอฟแวร์ และวิเคราะห์ข้อมูล

 ทุกวันนี้ลูกค้าสามารถสั่ง Domino’s Pizza ผ่านเว็ปไซต์, Apps, Voice message หรือ แม้แต่ Twitter ในปี 2015 DPZ ได้ทำการเปิดตัวรถยนต์ส่งพิซซ่า ซึ่งทาง DPZ ร่วมมือกับ General Motors (GM) โดยการนำรถยนต์รุ่น Chevrolet “Spark” มาทำการดัดแปลง ที่พิเศษคือมีเตาอุ่นพิซซ่าติดตั้งในตัว ทำการอุ่นได้ทีละ 8 ถาดทำให้อุณหภูมิพิซซ่าเหมาะสมกับการรับประทานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลานำเข้า เตาไมโครเวฟอีก นอกจากนั้นทางบริษัทยังได้ทำการพัฒนาทั้งโดรน และโรบอท สำหรับส่งพิซซ่าด้วย

 แม้ว่าโดยรวม ตลาดพิซซ่าในอเมริกาดูเหมือนจะค่อนข้างอิ่มตัว แต่ DPZ ก็ยังสามารถทำรายได้ และกำไร ให้เติบโตต่อเนื่องได้ทุกปีนับตั้งแต่ปลายปี 2009 เป็นต้นมา ตัวเลขอัตรากำไรสุทธิ มีการขยายตัวจากแค่ 5.68% ในปี 2009 ขยายตัวมาเป็น 10.01% ไตรมาสล่าสุด การขยายงานในต่างประเทศของบริษัทยังเป็นไปด้วยอัตราเร่ง จนปัจจุบันมีสาขามากกว่า 13,000 สาขาทั่วโลก แต่ก็ยังน้อยกว่าผู้นำตลาดอย่าง McDonald’s ซึ่งมีสาขาราว 38,000 แห่ง ถ้ามองในแง่ดี บริษัทก็ยังคงมีช่องว่างให้ขยายงานได้อีกพอ สมควร

 ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของโลกไม่ว่าจะเป็น Amazon, Google, Apple หรือ Netflix ปรับตัว เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนอาจมีนักลงทุนบางท่านเชื่อว่าคงมีแต่หุ้นกลุ่มนี้เท่านั้นที่จะเป็นหนทางสู่ความมั่งคั่งได้ กิจการที่มีอายุยาวนาน อุตสาหกรรมที่ดูเหมือนโตช้า ตลาดคงไม่ให้มูลค่าอะไร แต่จากกรณีศึกษาของ DPZ นี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า กิจการอายุเกือบ 60 ปี หากรู้จักปรับตัวนำเทคโนโลยีมาผสมผสานอย่างกลมกลืน ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้นได้เช่นกัน ถ้านักลงทุนซื้อหุ้น TESLA ซึ่งเป็นผู้นำด้าน รถยนต์ไฟฟ้า และนวัตรกรรมอย่างรถยนต์ขับเคลื่อนได้เองในปี 2009 กับ ร้านพิซซ่าอย่าง Domino’s เขาจะพบว่าทั้งสองบริษัทราคาขึ้นมาพอๆกัน แต่การคาดการณ์กำไรของร้านพิซซ่านั้นง่ายกว่ามาก จากที่ผมสังเกตุ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เน้นเทคโนโลยีชั้นสูงระดับส่งจรวดไปดาวอังคาร หรือจะเป็นบริษัทที่ใกล้ ตัวพบเจอในชีวิตประจำวัน ล้วนสามารถสร้างความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้นได้ หากกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนา อยู่เสมอ เหมือนที่ CEO ของ DPZ กล่าวไว้ว่า “Playing it safe is the riskiest course of all”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...