ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อาหารเพื่อมวลชน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร



 การ “ปฏิวัติ” ของรถไฟฟ้าที่จะเข้ามาแทนที่รถยนต์นั้น  ผมคิดว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีชีวิตของคนจำนวนมากทั้งที่เป็นผู้ผลิตและใช้รถยนต์  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  จำนวนคนที่ใช้ในการผลิตรถยนต์จะลดลงมากเนื่องจากการผลิตรถไฟฟ้าใช้คนน้อยกว่ามาก  เหตุผลก็เพราะแบตเตอรี่ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญมากและเป็นต้นทุนที่อาจจะสูงที่สุดนั้นคงใช้คนน้อยมาก  เช่นเดียวกัน  มันไม่ต้องมีชิ้นส่วนของเครื่องยนต์และที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์มากมายที่จะต้องทำ  ทั้งหมดนั้นจะทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์ซึ่งรวมถึงผู้ค้นหา  ผลิตและจำหน่ายน้ำมันอยู่ในสถานการณ์ที่ “ลำบาก”  ในด้านของผู้ใช้นั้น  พวกเขาจะได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากรถไฟฟ้า  ไล่ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายที่จะถูกลงมากเนื่องจากต้นทุนค่าพลังงานที่จะมาจากกระแสไฟฟ้าที่ถูกกว่าค่าน้ำมันมากและค่าซ่อมและดูแลรักษารถที่จะถูกลงเนื่องจากมันไม่ใคร่มีชิ้นส่วนที่จะต้องหล่อลื่นและสึกหรอเหมือนรถยนต์  มาถึงเรื่องของการ  “ขับ” ที่จะ  “ไม่ใช้คน” เมื่อการพัฒนาทางด้านของกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ  พร้อมที่จะรองรับ  ซึ่งนั่นจะทำให้ “ต้นทุน” ในการเดินทางลดลงมหาศาล  และสุดท้าย  ค่าประกันภัยเกี่ยวกับรถไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนได้เองก็จะถูกลงเนื่องจากอุบัติเหตุก็จะลดลงอย่างมากเช่นเดียวกัน

นอกจากรถยนต์แล้ว  ภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่พอ ๆ กันและตกเป็นเป้าหมายที่จะถูก  “ปฏิวัติ”  โดยความก้าวหน้าของ  “เทคโนโลยี 4.0”  ผมคิดว่าคืออาหาร  เหตุผลก็เพราะว่าอาหารนั้นเป็นกิจกรรมที่กระจัดกระจายไปทั่วทุกสังคมและใช้คนมากมายโดยเฉพาะในการผลิตอาหารสำเร็จที่พร้อมจะรับประทาน  การใช้ระบบอัตโนมัติยังทำได้ยากเนื่องจากคนต้องการกินอาหารที่สดและใหม่ทุก 4-5 ชั่วโมง   อย่างไรก็ตาม  ความพยายามที่จะ “แก้ปัญหา” เหล่านั้นก็ดำเนินมาตลอด  การผลิตทางด้านวัตถุดิบที่เป็นอาหารสดนั้นมีความก้าวหน้ามากมายต่อเนื่องมานาน  ความสามารถในการประมง  การเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์   รวมถึงการจัดเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมใช้ในการผลิตอาหารสำเร็จ  ต่างก็มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ  จนทำให้ต้นทุนนั้นลดลงมาจนถึงจุดเกือบจะต่ำสุด  อย่างไรก็ตาม  การผลิตและจัดจำหน่ายอาหารสำเร็จก็ยังมีต้นทุนที่สูงและใช้คนจำนวนมาก  ธุรกิจภัตตาคารนั้นยังต้องอาศัยคนจำนวนมากในการปรุงและบริการแม้ว่าธุรกิจ  “อาหารจานด่วน”  จะลดต้นทุนส่วนนี้ลงไปบ้าง  แต่โดยรวมแล้วอาหารก็ยังใช้คนมากอยู่ดี   และสิ่งที่คนยังไม่ตระหนักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ   “ต้นทุน” ของคนที่ปรุงอาหารกินเองที่ต้องเสียเวลาและแรงงานในการทำ  ซึ่ง “ต้นทุน” ส่วนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ตาม “ค่าแรง” ที่เพิ่มขึ้นมาตลอด

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการผลิตและเก็บรักษารวมถึงการจัดจำหน่ายอาหารที่ “สดใหม่” พร้อมกินตลอดเวลานั้นกำลังก้าวหน้าขึ้นอีกระดับหนึ่ง  หลักฐานที่ผมเห็นนั้นรวมถึงการที่ได้เห็นโรงงานผลิตเกี๊ยวซ่าระบบอัตโนมัติในประเทศจีนที่แทบไม่ต้องใช้คนเลยและมีกำลังการผลิตมหาศาลที่มีคนโพสต์ในยูทูปเร็ว ๆ นี้   ผมคิดว่าต้นทุนต่อหน่วยในการผลิตน่าจะต่ำกว่าการผลิตแบบเดิมมากและนี่จะเป็นตัวอย่างที่จะมีการสร้างโรงงานผลิตอาหารสำเร็จเมนูอื่น ๆ  ต่อ ๆ ไป    แน่นอนว่าไม่ใช่อาหารทุกเมนูที่จะทำแบบนั้นได้เนื่องจากลักษณะของอาหารที่มีความหลากหลายมาก  แต่มันก็ทำให้อาหารเหล่านั้นถูกลงเมื่อเทียบกับอาหารเมนูอื่นและนั่นทำให้อาหารที่ผลิตเป็นแมสเหล่านั้นขายได้ดีขึ้นและคนที่กินได้ประโยชน์ชัดเจนเช่นเดียวกับบริษัทที่ผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ที่จะทำกำไรได้มากขึ้น

เช่นเดียวกับโรงงานเกี๊ยวซ่าแต่เป็นเรื่องของวัตถุดิบก็คือ “โรงงานเลี้ยงปู” ที่สิงคโปร์ที่มีคนโพสต์ในยูทูปเร็ว ๆ  นี้   นี่คือการเลี้ยงปูที่มีราคาสูงใน  “คอนโด” ที่เป็นห้องเล็ก ๆ  ที่จะมีปูแต่ละตัวอาศัยอยู่  ปูเหล่านี้จะถูกเลี้ยงในระบบที่มีการควบคุมทุกอย่างโดยเฉพาะอาหารที่จะใช้เลี้ยงปูอย่างมีประสิทธิภาพสูง  และมีจำนวนที่แน่นอนสม่ำเสมอ   ทั้งหมดนี้ใช้คนน้อยมากและเป็นคนที่ทำงานในสถานที่ที่น่าอภิรมย์เมื่อเทียบกับชาวประมงที่ต้องอยู่บนท้องทะเลเป็นเวลานาน

การเปลี่ยนแปลงในวิธีการผลิตอาหารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัตถุดิบและอาหารสำเร็จน่าจะดำเนินไปเรื่อย ๆ  ในอัตราเร่งในยุคปัจจุบัน  เหตุผลก็เพราะว่าต้นทุนของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้นลดลงเรื่อย ๆ  อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากความก้าวหน้าด้านดิจิตอลที่เติบโตแบบก้าวกระโดด  นักคิดค้นที่ทำ  “Startup”  รวมถึงบริษัทที่พยายามเพิ่มผลกำไรโดยการคิดหาโอกาสใหม่ ๆ  ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและจำหน่ายอาหารให้กับผู้บริโภคจำนวนมากจะทำให้เกิดการ “ปฏิวัติเล็ก ๆ”  เกิดขึ้นในธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหาร  โดยเฉพาะในประเทศไทยเองนั้นผมคิดว่าช่องทางน่าจะยังเปิดกว้างมากเนื่องจากสังคมไทยเองนั้นเราเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบด้านอาหารค่อนข้างสมบูรณ์และเป็นผู้นำของโลกประเทศหนึ่ง  กิจการที่ทำทางด้านนี้น่าจะมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์สูงในการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตที่จะลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพได้ไม่ยากนัก

ในด้านของการผลิตอาหารสำเร็จและการจัดจำหน่ายนั้น  ในภาคของ “High End” หรืออาหารที่มีราคาแพงและบริโภคโดยคนที่มีรายได้สูงนั้น  เราคงทำอะไรไม่ได้มากและไม่คุ้มที่จะทำเนื่องจากมียอดขายจำนวนน้อยและผู้บริโภคเองไม่ได้สนใจเรื่องของราคา  แต่ในด้านของแมสหรือคนจำนวนมากที่เป็นคนชั้นกลางและเป็นคนส่วนใหญ่นั้นผมคิดว่าความต้องการกำลังถึงจุดที่พร้อมจะรับกับการเปลี่ยนแปลงในวิธีการผลิตและการจำหน่ายแบบใหม่ ๆ  มากขึ้นมาก    เหตุผลก็เพราะว่า “ต้นทุน”  ของการทำรูปแบบเดิมนั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ  ในขณะที่ต้นทุนและราคาของการผลิตและการจำหน่ายรูปแบบใหม่ต่ำลงเรื่อย ๆ

รูปแบบเดิมที่คนส่วนใหญ่ยังทำอาหารกินที่บ้าน  หรือรูปแบบที่กินตามร้านอาหารขนาดเล็ก  “แถวบ้าน”  ซึ่งปรุงอาหารโดย “แม่ครัว”  นั้น  เมื่อสมาชิกของครอบครัวที่จะกินน้อยลงมากมักจะไม่เกิน 3-4 คน  จำนวนมากนั้นเพียง 1- 2 คน จะเป็นอะไรที่  “ไม่คุ้ม”  มากขึ้นทุกที  เช่นเดียวกัน  ร้านอาหาร “ตามสั่ง”  เล็ก ๆ  แถวบ้านเองนั้น  ด้วยต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ  ประกอบกับการซื้อวัตถุดิบจำนวนน้อยทำให้ต้นทุนรวมต่อหน่วยของอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อเทียบกับระบบการผลิตและจำหน่ายอาหารที่เป็นระบบ  “อัตโนมัติ” และขายให้แก่คนจำนวนมาก  พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  กิจการขนาดใหญ่มี  Economies of Scale หรือมีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลงมากเมื่อเทียบกับระบบการผลิตและจัดจำหน่ายอาหารรูปแบบเก่า  ดังนั้น  ธุรกิจก็จะเฟื่องฟูขึ้นเนื่องจากสามารถดึงดูดคนให้หันมากินอาหารของตนแทนที่จะกินที่ร้านเล็ก ๆ  หรือทำอาหารกินเองทุกวัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า “อาหารแพ็ค” จาก “โรงงาน” นั้นสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นก็คือการที่อาหารเหล่านั้นมีราคาลดลงเหลือเพียงจานหรือกล่องละ 30-40 บาท ในขณะที่อาหารตามร้านแถวบ้านก็ขายในระดับใกล้เคียงกันและมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นไปอีก  รวมถึงการที่อาหารแพ็คมีรสชาติและ “คุณภาพ” ที่ดีกว่าในด้านของความสะอาดถูกหลักอนามัยและก็ไม่ต่างในด้านของ “ความสด”  มากนักในขณะที่สามารถกินในเวลาไหนก็ได้และ “เสริพ” ได้ทันที  ทำให้อาหารเหล่านั้นมียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ผมเองคิดว่านอกจากธุรกิจ “อาหารแพ็ค”  แล้ว  การผลิตและให้บริการอาหารแก่คนจำนวนมากด้วยรูปแบบใหม่ ๆ ที่มีต้นทุนต่ำและคุณภาพดีจะถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  และคนหรือบริษัทที่ทำสำเร็จก็จะมีกำไรที่ดีเช่นเดียวกับผู้บริโภคที่จะได้ “ผลตอบแทน” ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับระบบเดิม  และทั้งหมดนั้นก็คือสิ่งที่ผมจับตามอง—โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนหรือกิจการที่สามารถฉกฉวยโอกาสที่จะเข้ามา  “แก้ปัญหา”  ที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากในด้านของกิจกรรมการกินอาหารที่ต้องทำทุกวันวันละหลายเวลา  และเมืองไทยเองนั้นยังไม่ก้าวหน้าเพียงพอแต่พร้อมที่จะยอมรับสิ่งใหม่ ๆ  ที่ดีกว่า

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...