ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สงคราม (เศรษฐกิจ)เวียตนาม โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร




  เมื่อผมลงทุนในเวียตนาม  สิ่งหนึ่งที่ผมทำก็คือ  ศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศเวียตนามเพื่อที่จะเป็น  “Background”  หรือภูมิหลังว่าประเทศนี้มีที่มาอย่างไรเพื่อที่จะเรียนรู้ว่าคนและประเทศเวียตนามน่าจะเป็นอย่างไรและจะก้าวเดินต่อไปทางไหน  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ดูว่าเศรษฐกิจจะก้าวหน้าขึ้นเร็วและมากน้อยแค่ไหนซึ่งจะเป็นฐานในการลงทุนในตลาดหุ้นของผม

ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของเวียตนามที่ผมสนใจก็คือการที่ประเทศนี้ต้องต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระจากการครอบงำของมหาอำนาจของโลกในทุกยุคสมัยและที่ผมสนใจเป็นพิเศษก็คือเรื่องของสงครามเพื่ออิสรภาพกับฝรั่งเศสและอเมริกา  เหตุผลก็เพราะว่า ทั้ง ๆ ที่ “ศัตรู” ทุกประเทศที่กล่าวถึงนั้นเป็น  มหาอำนาจของโลกในยุคนั้น  คือจีนที่เป็น “มหาอำนาจแรก” ของโลกรบกับเวียตนามมานับพันปีเพื่อที่จะยึดครองแต่ก็ทำไม่สำเร็จ  ฝรั่งเศสที่เป็นมหาอำนาจในสมัยกว่าร้อยปีมาแล้วและสามารถเอาชนะและยึดครองเวียตนามด้วยพลังอาวุธสมัยใหม่แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกองทัพเวียตมินต์ที่เดียนเบียนฟู  และสุดท้ายอเมริกาที่เป็น “อภิมหาอำนาจ” ในช่วง 60 ปีก่อนที่สุดท้ายต้อง  “ถอยทัพกลับประเทศ”  ทั้ง ๆ  ที่ “ชนะทุกศึกแต่แพ้สงคราม” ในปี 2518 หรือเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้วซึ่งผมเองยังจำได้ดีในวันที่ไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน “แตก” และคนแย่งกันขึ้นเฮลิคอปเตอร์เที่ยวสุดท้ายหนีตายกันอย่างทุลักทุเล

“สงครามเวียตนาม” ซึ่งคนมักใช้เรียกสงครามระหว่างสหรัฐซึ่งหนุน “เวียตนามใต้” กับ “เวียตนามเหนือ” ที่นำโดยโฮจิมินห์ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งเอาชนะและ “ปลดแอก”  เวียตนามตอนเหนือจากฝรั่งเศสสำเร็จนั้น  เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณปี 60 ปีมาแล้ว  โดยเหตุผลของอเมริกาก็คือต้องการเข้าไปขัดขวางไม่ให้คอมมิวนิสต์ยึดครองเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดซึ่งจะทำให้อเมริกาถูกโดดเดี่ยวและหมดอิทธิพลในเอเซีย  อเมริกาเชื่อในทฤษฎี  “โดมิโน”  ว่า  ถ้าเวียตนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์  ทุกประเทศในพื้นแผ่นดินย่านนี้ซึ่งรวมถึงไทยและมาเลเซียก็จะต้องกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย  ในขณะที่เวียตนามเหนือเองนั้นเห็นว่าเวียตนามใต้นั้นก็คือส่วนหนึ่งของประเทศเวียตนามดังนั้นสงครามจึงเริ่มขึ้น

ความเป็นจริงที่เป็นภาพใหญ่กว่าก็คือ  สงครามเวียตนามนั้นเป็น  “สงครามร้อน” ที่เป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามเย็น” ระหว่างค่าย “คอมมิวนิสต์” ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและ “โลกเสรี” ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา  “สงครามเย็น” ก็คือสงครามที่ไม่ได้มีการรบพุ่งกันโดยตรงแต่แข่งกันทุกด้านในการที่จะเป็นผู้นำโลก  เช่น  แข่งกันยิงจรวดสู่อวกาศ  แข่งในด้านของกีฬา  แข่งในด้านของการผลิตสินค้าและอาวุธยุทโธปกรณ์  และที่สำคัญที่สุดก็คือแข่งกันหาพวกให้เข้ามาเป็นฝ่ายตนที่มีความคิด การบริหารและการปกครองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  คอมมิวนิสต์นั้นเน้น “เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ”  หรือของ  “คนจน” เช่นชาวนาในจีน  โดยการบริหารทางเศรษฐกิจนั้นเน้นการจัดการจาก “ส่วนกลาง” ที่รัฐจะกำหนดทุกอย่าง  ส่วน “โลกเสรี” นั้น  เน้นทางด้าน “ทุนนิยม” ที่ปล่อยให้ “ตลาด” เป็นตัวกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลายและให้ผู้คนมี “สิทธิและเสรีภาพเสมอกัน” ในทุก ๆ ด้าน

สงครามเวียตนาม “เต็มอัตราศึก” กินเวลาประมาณ 15 ปี  มันเป็นสงครามที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากสงครามตามรูปแบบที่โลกโดยเฉพาะกองทัพอเมริกันรู้จัก  มันเป็นสงคราม  “กองโจร”  ที่ไม่มี “แนวรบ”  ไม่รู้ว่าจะเกิดศึกที่ไหน ไม่รู้ว่าจะไปยึดเมืองอะไร  ว่าที่จริงสำหรับทหารอเมริกันแล้ว  พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือข้าศึกหรือฝ่ายตรงข้ามที่จะจัดการเพราะทหารของเวียตนามเหนือก็มีหน้าตาและพูดเหมือนคนเวียตนามใต้ที่เป็นฝ่ายเดียวกับตน  พวกเขาไม่มีเครื่องแบบ  บางคนก็เป็นผู้หญิง  รอบตัวทหารอเมริกันนั้นอาจจะกลายเป็นทหารฝ่ายตรงกันข้ามก็ได้  นอกจากนั้น ทหารอเมริกันก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปยึดเมืองหรือฐานทัพฝ่ายตรงข้ามด้วย  เพราะนี่เป็น  “สงครามเย็น”  ที่อเมริกาไม่ได้ต้องการที่จะก่อสงครามโดยการเข้ายึดฮานอยหรือเวียตนามเหนือที่เป็นประเทศอิสระ  และนั่นก็คือจุดอ่อนของสงครามที่อดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับ “ชัยชนะ” ใน  “สงครามเย็น”  กับสหภาพโซเวียตพูดในภายหลังว่า  เขาจะไม่ส่งกองทัพอเมริกันไปรบที่ไหนอีกถ้ากองทัพ “ไม่ได้รับอนุญาตให้ชนะ”

ในช่วงสูงสุดของสงคราม  มีทหารอเมริกันในเวียตนามถึงกว่าห้าแสนคน  ตลอดสงครามนั้นคนหนุ่มอเมริกันกว่า 2 ล้านห้าแสนคนได้เข้าไปรบ  ทหารอเมริกันเสียชีวิตไปเกือบ 6 หมื่นคนในขณะที่คนเวียตนามน่าจะตายมากกว่า 10 เท่า ระเบิดที่ทิ้งในสงครามเวียตนามนั้นน่าจะมากกว่าระเบิดที่เคยถูกทิ้งมาทั้งหมดในโลกรวมกัน  แต่ที่สำคัญมากก็คือ  นี่คือสงครามที่เป็นเหมือนรายการ “Reality”  ทางทีวีที่มีการถ่ายทำสงครามแบบออกอากาศ “สด”  จากสนามรบเป็นครั้งแรกอานิสงค์จากความก้าวหน้าของโทรทัศน์ที่มีกันทุกบ้านในอเมริกา  และนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้อเมริกา  “แพ้สงคราม”  ที่ยืดเยื้อยาวนานและ “แพง” มาก  เพราะมันก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านสงครามอย่างรุนแรงในหมู่ประชาชนโดยเฉพาะที่จะต้องถูกเกณฑ์ไปเสี่ยงตายในสถานที่ที่ไม่รู้จักและไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร  บางคนบอกว่าหนุ่มสาวอเมริกันประท้วงสงครามโดยการทำตัวเป็น “ฮิปปี้”  ไว้ผมยาวรกรุงรัง  บางคนก็เสพยาเพื่อระบายความเครียด  เพลง Imagin ที่มีเนื้อหาต่อต้านสงครามดังระเบิด สุดท้ายประธานาธิบดีนิกสันต้องประกาศถอนกองทัพจากเวียตนาม  หลังจากนั้นไม่นานเวียตนามใต้ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของคอมมิวนิสต์ในปี 2518 ในช่วงเวลาเดียวกับการเปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“สงครามเย็น” สงบลงในปี 2532 หลังจากการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินที่กักขังชาวเยอรมันตะวันออกไว้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสงบลง  สองปีต่อมาสหภาพโซเวียตรัสเซียก็ล่มสลายลงพร้อม ๆ  กับลัทธิและอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงหลังจากที่ประสบความสำเร็จในช่วงแรกที่ได้สร้างโซเวียตให้กลายเป็นอภิมหาอำนาจเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา  เป็นไปได้ว่าในช่วงแรกของการพัฒนานั้น  การวางแผนและควบคุมจากส่วนกลางอาจจะมีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนาประเทศเนื่องจากสามารถสร้างความมั่นคงและความสงบให้กับสังคมและสามารถสั่งหรือจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แต่ในระดับที่ก้าวหน้าขึ้นนั้น  ระบบตลาดที่เป็นทุนนิยมที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานและเป็นผู้ประกอบการได้มากกว่าก็จะเป็นฝ่ายที่ชนะ  และนั่นก็นำมาซึ่งนโยบาย  “Doi Moi”   หรือนโยบายปฏิรูปประเทศที่เน้นกลไกตลาดของเวียตนามในปี 2529 หรือประมาณ 11 ปีหลังจากรวมประเทศสำเร็จและกลายเป็นสังคมนิยม

หลังจากประกาศนโยบายดอยมอย  ประเทศเวียตนามก็ผ่อนคลายข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างต่อเนื่อง  ที่สำคัญน่าจะเป็นเรื่องของกฎหมายที่อนุญาตให้จัดตั้งบริษัทและบริษัทมหาชนขึ้นในปี  2533 และรัฐธรรมนูญได้รับรองบทบาทของภาคเอกชนอย่างเป็นทางการในปี 2535  ระบบเศรษฐกิจการตลาดของเวียตนามเริ่มขึ้นอย่างมั่นคง  ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ก่อตั้งขึ้นในปี 2543  และที่สำคัญที่สุดก็คือการเปิดประเทศต้อนรับนักลงทุนจากต่างประเทศอย่างเต็มที่  โดยที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็อนุญาตให้ต่างชาติมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นได้ 100% ในแทบจะทุกธุรกิจ  และนั่นมีส่วนทำให้เศรษฐกิจเวียตนามในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาเติบโตเร็วมากน่าจะเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีนและผมคิดว่าต่อจากนี้ไปน่าจะโตเร็วกว่าเพราะว่าเศรษฐกิจของเวียตนามยังเล็กมาก

เขียนมาถึงจุดนี้ผมคงต้องสรุปว่าเวียตนามนั้นทำสงครามชนะมาตลอดแม้ว่าจะต้องรบกับมหาอำนาจอันดับต้นของโลก  ต่อจากนี้ไปก็คือ “สงครามเศรษฐกิจ”  ที่เวียตนามกำลังเข้าสู่ “สนามรบ”  โดยเฉพาะกับประเทศที่อยู่ในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจระดับเดียวกันซึ่งรวมถึงไทย  อย่างไรก็ตาม  กลยุทธ์ของเวียตนามในครั้งนี้แตกต่างกับสงคราม “กู้ชาติ” โดยสิ้นเชิง  เพราะปรัชญาและแนวทางนั้นเป็นแบบ “เสรี” และ “เปิดประเทศ” เต็มที่  ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือ  พันธมิตรสำคัญในคราวนี้ก็คือสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งทำสงครามที่ขมขื่นมายาวนาน   ถ้าจะให้ผมคาดการณ์หรือให้คะแนน  ผมคิดว่าจากสถิติสงครามที่เวียตนามผ่านมาหลายศตวรรษ  ผมคิดว่าเวียตนามจะประสบความสำเร็จได้ชัยชนะในสงครามเศรษฐกิจครั้งนี้อย่างไม่มีข้อสงสัย  แต่การค้นหาหุ้นลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ถึงแม้ว่าทั้งสองสิ่งนี้ก็มักจะสอดคล้องกันในระยะยาว

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...