ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

The Random Walk Down Wall Street เดินสุ่มในวอลสตรีท โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ถ้าจะหาหนังสือการลงทุน 10 เล่มที่เราควรอ่านก่อนที่เราจะลงทุนอย่างจริงจังหรือก่อนที่เราจะเป็นเซียนได้นั้น  นี่คือหนังสือที่ผมคิดว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง  และมันอยู่ในระนาบเดียวกับหนังสือคลาสสิคอื่น ๆ  เช่น  The Intelligent Investor และ Common Stocks and Uncommon Profits  สิ่งที่แปลกออกไปก็คือ  นี่ไม่ใช่หนังสือที่บอกวิธีการเลือกหุ้นที่จะทำให้เรารวยหรือได้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติ

ตรงกันข้าม  มันพยายามจะบอกเราว่า  วิธีการเลือกหุ้นที่จะทำให้เราชนะได้อย่างต่อเนื่องยาวนานนั้น  “ไม่มี”   มันช่วยเตือนให้เราตระหนักว่า  การลงทุนที่จะให้ได้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์นั้นทำไม่ได้หรือทำได้ยากมาก  ที่ยิ่งทำให้เรา  “หมดหวัง”  ไปกว่านั้นก็คือ  ข้อเขียนและเนื้อหาต่าง ๆ  ที่กล่าวไว้ในหนังสือนั้น  อิงอยู่กับการศึกษาของนักวิชาการชั้นนำระดับโลกทั้งสิ้น   และนี่คือหนังสือชื่อ  The Random Walk Down Wall Street  แปลเป็นไทยก็คือ  เดินสุ่มในวอลสตรีท”  เขียนโดย Burton G. Malkiel ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1973  หรือกว่า 35 ปีมาแล้ว  แต่ยังมีการปรับปรุงและพิมพ์ขายใหม่มาตลอด

เนื้อหาหลักของ  “Random Walk” นั้นพูดถึงทฤษฎีการลงทุนว่ามีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ  คือ  กลุ่มแรกที่เชื่อว่าราคาหุ้นนั้นเป็นเรื่องของจิตวิทยาของนักลงทุนเป็นหลัก  โดยที่พื้นฐานของกิจการนั้นมีผลเพียงแค่ 10-20%  กลุ่มนี้  ถูกเรียกว่ากลุ่ม  “วิมานในอากาศ” หรือ  Castle-in-the Air Theory  อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่เชื่อว่าราคาหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของกิจการเป็นหลักในขณะที่จิตวิทยานั้น  ถ้าจะมีผลก็ไม่เกิน 10-20% เช่นกัน  เรียกกลุ่มนี้ว่ากลุ่ม  “พื้นฐานของกิจการ”  หรือ  Firm-Foundation Theory  โดยกลุ่มแรกนั้น  คนที่เชื่อก็จะใช้เครื่องมือที่จะสามารถ  “จับกระแสหรือจิตวิทยา” ของนักลงทุนเพื่อที่จะนำมาใช้ในการซื้อหรือขายหุ้นที่จะทำให้ได้กำไร  เครื่องมือหลักอย่างหนึ่งก็คือ  เส้นกราฟของราคาหุ้นแต่ละตัวและดัชนีตลาดรวมถึงปริมาณการซื้อขายของหุ้นด้วย   ส่วนการวิเคราะห์ที่ใช้ก็คือ  “การวิเคราะห์ทางเทคนิค”

กลุ่มที่สองนั้น  คนที่เชื่อก็จะใช้  “ข้อมูลพื้นฐาน” ของกิจการ  เช่น  ยอดขาย  กำไร  การเติบโตของเงินปันผลและฐานะทางการเงินของกิจการ  มาพิจารณาและคำนวณหา  “มูลค่าที่แท้จริง”  หรือที่เรียกว่า  Intrinsic Value ของหุ้น  เพื่อที่จะพิจารณาว่าราคาหุ้นในตลาดนั้นสูงหรือต่ำกว่า  ถ้าราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง  เขาก็ซื้อ  เพราะเขาเชื่อว่าในที่สุดราคาตลาดจะต้องวิ่งไปหาราคาที่แท้จริงเสมอ   และคนที่เชื่อในทฤษฎีนี้ก็คือพวกนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทั้งหลาย  ซึ่งแน่นอน  รวมถึง  Value Investor ด้วย

แต่ Malkiel บอกว่าราคาหุ้น  โดยเฉพาะในช่วงสั้น ๆ  นั้น  “คาดไม่ได้”  และ “ไม่มีแบบแผน”  มันเหมือนกับคนเมาที่  “เดินสุ่ม”  นั่นคือ  เขาจะเดินมาอย่างไรก็ตาม  แต่ก้าวต่อไปของเขานั้นไม่รู้ว่าจะไปซ้ายหรือขวา  หน้าหรือหลัง  ไม่มีใครรู้  ดังนั้น  ไม่ว่าคุณจะใช้เท็คนิคอะไรก็ไม่ได้ผล   ในบางครั้งบางคราวก็ดูเหมือนว่ามีเท็คนิคบางอย่างสามารถนำมาใช้ทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นได้  แต่ผ่านไปสักพักเมื่อมีคนรู้นำมาใช้มากขึ้น  เท็คนิคนั้นก็ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

พื้นฐานหลักที่ทำให้เราไม่สามารถเอาชนะตลาดหรือทำกำไรได้มากกว่าปกติไม่ว่าจะใช้เท็คนิคอะไรนั้น  Malkiel บอกว่าเป็นเพราะตลาดหุ้นนั้น   “มีประสิทธิภาพ”  ในการที่จะปรับราคาหุ้นให้สะท้อนถึงพื้นฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือหุ้นได้รวดเร็วมาก  และโดยเฉลี่ยแล้วราคาหุ้นก็ปรับตัวได้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น   นั่นหมายความว่า  บางครั้งราคาหุ้นก็  “ผิด”  ไปจากที่ควรจะเป็นเหมือนกัน  เช่น  ราคาอาจจะสูงเกินไป  หรือบางช่วงราคาก็อาจจะต่ำเกินไป   แต่ในไม่ช้ามันก็สามารถปรับให้ราคาเข้ามาใกล้เคียงกับที่มันควรเป็น  พูดง่าย ๆ  ตลาดหุ้นคอยปรับให้ราคาหุ้นมีราคาโดยเฉลี่ยแล้วเหมาะสมอยู่เสมอ  อย่าพยายามหา  “ราคาที่เหมาะสม” ในทางทฤษฎีหรือทางจิตวิทยาเลย

ด้วยแนวความคิดและความเชื่อในเรื่องของความมีประสิทธิภาพของตลาดและเรื่องการ “เดินสุ่ม”  ของราคาหุ้นดังกล่าว  Malkiel จึงคิดว่าเราไม่ควรเลือกซื้อขายหุ้นเอง   เพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์และต้องเสียค่าคอมมิชชั่นสูง  แต่หุ้นนั้น โดยเฉลี่ยในระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดี   ดังนั้นเขาได้เสนอกลยุทธ์ในการลงทุนต่าง  ๆ  ที่นักลงทุนควรทำ  เช่น  การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงดัชนีตลาด  ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการลงทุนลง  และการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐมอบให้  อย่างกรณีของไทยก็คงคล้ายกับการลงทุนในกองทุน  RMF และ  LTF  เป็นต้น

นอกจากทฤษฎีการลงทุนและแนวความคิดหลักของหนังสือแล้ว   สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าโดยเฉพาะสำหรับ  Value Investor ก็คือ  มันเป็นหนังสือที่  “เล่าประวัติศาสตร์”  การลงทุนย้อนหลังไปยาวนานมากได้อย่างยอดเยี่ยม   ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของบุคคล   แต่เป็นประวัติศาสตร์ของตลาดและแนวความคิดการลงทุนเป็นยุค ๆ  ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และทุกอย่างมีวิชาการประกอบ  แต่ขณะเดียวกันเป็นหนังสือที่อ่านได้ไม่ยากสำหรับบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้เรียนมาทางสายการเงินโดยตรง   สำหรับผมแล้ว  มันเป็นหนังสือคลาสสิคที่อ่านแล้ว  “ไม่หลับง่าย”  เหมือนหนังสือคลาสสิคหลาย ๆ  เล่ม

นักลงทุนโดยเฉพาะ   Value Investor ที่ประสบความสำเร็จสูงหลายราย  อาจจะมี  “อคติ”  กับแนวความคิดที่ว่า  “ไม่มีใครสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าปกติได้”  ในหนังสือเล่มนี้และพลอยทำให้ไม่อยากอ่าน   เพราะเขาอาจคิดว่าตัวเองสามารถทำกำไรมหาศาลได้ด้วยการวิเคราะห์และลงทุนแบบ  Value Investment   ดังนั้น  หนังสือเล่มนี้คงจะ  “ผิด”  และเป็นเรื่องของนักวิชาการบนหอคอยงาช้างที่ไม่เข้าใจโลกที่เป็นจริง   ข้อนี้ผมคิดว่าต้องคิดใหม่  อย่าลืมว่าคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้  นอกจากเป็นนักวิชาการแล้ว  เขายังเป็นผู้บริหารระดับสูงมากในธุรกิจการเงินและการลงทุนด้วย  เหนือสิ่งอื่นใด  VI ที่ดีนั้น  ต้องเปิดกว้างรับความเห็นที่เป็นประโยชน์   รวมทั้งจากคนที่  “มองต่าง”  ด้วย

ส่วนลด ซื้อหนังสือ เดินสุ่มในวอลสตรีท : A Random Walk Down Wall Street ราคาพิเศษ



SE-ED Online Shopping

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...