ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Seth Klarman / โดย คนขายของ



ผมเริ่มรู้จักนักลงทุนผู้นี้จากรุ่นพี่นักลงทุนท่านหนึ่ง ซึ่งเล่าให้ฟังว่า หนังสือเรื่องการลงทุนที่น่าจะแพงที่สุดในโลก ณ เวลานี้คือหนังสือชื่อ “Margin of Safety” เขียนโดย Seth Klarman ซึ่งออกจำหน่ายในปี 1991และไม่มีการพิมพ์เพิ่ม ทำให้หนังสือเล่มนี้ขายมือสองทางออนไลน์ในอเมริกา ด้วยราคาสูงถึงเล่มละ 900 เหรียญ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณสามหมื่นบาท สำหรับหนังสือขนาดปกติที่มี 249 หน้า ก็ถือว่าแพงมาก แต่ถ้าผู้ที่อ่านได้นำหลักการที่ Seth ได้พูดถึงไว้มาใช้ในการลงทุน เขาอาจจะรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าที่สูงกว่านั้นมาก

Seth Klarman ผู้จัดการกองทุนบริหารความเสี่ยงขนาด 29 พันล้านเหรียญ โดยใช้แนวการลงทุนเน้น คุณค่าเป็นหลัก ด้วยพื้นฐานปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Cornell และ MBA จาก Harvard ทำให้เขาเข้าสู่โลกของการบริหารกองทุน ด้วยการก่อตั้ง Baupost Group ในปี 1982 ซึ่งในเวลานั้น เขาอายุเพียง 25 ปี ผ่านถึงปัจจุบัน มีการประเมินกันว่ากองทุนของ Seth สามารถทำผล ตอบแทนทบต้นราว 17% ตั้งแต่ก่อตั้งมา ถึงแม้ว่ายังไม่เทียบเท่า Warren Buffett แต่ก็นับว่าชนะคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันแบบขาดลอย

กองทุน The Baupost Group นั้น ขึ้นชื่อในเรื่องการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม การถือเงินสดราว 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมดดูเป็นเรื่องปกติของกองทุนนี้ Seth ย้ำเสมอว่าการลงทุนของเขานั้นมองกันในระยะเวลาระดับปี และหากใครต้องการให้เขาบริหารเงินให้ โดยเน้นระยะเวลาเพียงแค่ 6-12 เดือนเขาจะแนะนำว่าให้ไปที่คาสิโนน่าจะดีกว่า ในปี 1999 เป็นปีที่ตลาดหุ้นของอเมริการ้อยแรงมาก ดัชนี Dow Jones ขึ้นไป 25% ในขณะที่ดัชนี S&P500 ขึ้นไป 21% แต่กองทุน Baupost ของ Seth กลับขาดทุนถึง 18%

Seth เคยอธิบายถึงการแพ้ตลาดในขณะที่ตลาดอยู่ในภาวะกระทิงว่า “…ผมขอย้ำว่าการลงทุนแบบ เน้นคุณค่านั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อที่จะชนะตลาดในสภาวะกระทิง ซึ่งในสภาวะกระทิงนั้น ผู้คน ส่วนใหญ่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีมาก ซึ่งมีบ่อยครั้งที่ทำได้ดีกว่านักลงทุนเน้นคุณค่า แต่ในสภาวะที่ตลาด อยู่ในสภาวะตกต่ำต่อเนื่องยาวนานต่างหาก ที่หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ…” ผลงานการลงทุนของ Seth กลับมาเป็นที่ประจักษ์อีกครั้งในปี 2000 เมื่อดัชนี Dow Jones ติดลบ 6% และ S&P ติดลบ 9% แต่กองทุน Baupost กลับได้กำไร 10% และต่อมาในปี 2001 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดได้รับ ผลซ้ำเติมจาก การก่อการร้ายทำให้ ดัชนี Dow Jones ติดลบ 7% และ S&P ติดลบเกือบ 12% แต่กองทุน Baupost กลับทำกำไรได้ถึง 27%

เท่าที่ผมสังเกตุดูการลงทุนของกองทุน Baupost ตามรายงานที่ยื่นต่อตลาด พอจะสรุปสไตล์การลงทุนได้ดังนี้ หนึ่ง กองทุน Baupost จะไม่ไล่ซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นไปมากแล้ว หรือกำลังร่วงตกลงมาแรงๆ แต่จะ เข้าซื้อในช่วงที่ราคาอยู่นิ่งมายาวนาน สอง PE ของหุ้นที่เข้าซื้อมีหลากหลาย ต่ำก็มี สูงแบบ 20 เท่าก็มี หรือ กิจการยังขาดทุนอยู่กองทุนก็ลงทุน แต่เท่าที่สังเกตุคือ บริษัทที่กองทุนลงทุน จะเริ่มเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของกำไรไปในทางที่ดีขึ้นในไม่ช้า และสาม กองทุนจะถือหุ้นแบบ “โฟกัส” มาก โดยหุ้นที่ถือมากที่สุด 3 ตัวคิดเป็นมูลค่า 50% ของพอร์ต และ หุ้นที่ถือมากที่สุด 10 ตัวคิดเป็น 75% ของพอร์ต ซึ่งเป็นการจัดพอร์ตซึ่งแตกต่างจากกองทุนบริหารความเสี่ยงกองอื่นเป็นอย่างมาก

Seth เคยกล่าวว่า การลงทุนในตลาดหุ้น คือจุดตัดกันระหว่างความรู้ทางเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ กับความรู้เรื่องจิตวิทยาการลงทุน เขาเชื่อว่าความรู้เรื่องการประเมินมูลค่าหุ้นนั้นไม่ได้ยุ่งยาก แต่ที่ยากคือการตัดสินใจกับคำถามประเภท จะซื้อตอนนี้ดีหรือรอไปก่อน? และวันที่ทุกอย่างดูแย่ไปหมด เราควรตัดสินใจอย่างไรดี? ซึ่งเขาเชื่อว่าคำถามประเภทนี้ ต้องใช้ประสบการณ์พอสมควร และถึงแม้ Seth เองก็มีประสบการณ์เรื่องการลงทุนมายาวนานพอสมควรถึง 34 ปี แต่ในปี 2015 กลับเป็นปีที่กองทุนทำผลตอบแทนติดลบเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของกองทุน

เรื่องนี้เป็นการตอกย้ำว่าการลงุทนไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะได้กำไร แม้แต่ระดับมืออาชีพที่มีการศึกษาอย่างดี มีประสบการณ์ที่ยาวนานก็ไม่สามารถที่จะชนะตลาดได้เสมอไป การลงทุนนั้นมักมีการแพ้การชนะเกิด ขึ้นอยู่ตลอดเป็นธรรมดา การตัดสินใจถูกและผิดเป็นเรื่องปกติ ดังที่ George Soros นักลงทุนในตำนาน ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ (ในเรื่องการลงทุนนั้น) มันไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิดที่สำคัญ หากแต่เป็นเรื่องถ้าคุณถูก คุณทำเงินได้เท่าไหร่ และเมื่อคุณผิดคุณจะเสียเงินเท่าไหร่ นั่นแหละที่สำคัญ” ดังนั้นเรื่อง “ส่วนเผื่อความ ปลอดภัย Margin of Safety)” ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการลงทุนเน้นคุณค่า จึงมีส่วนช่วยให้นักลงทุน อยู่รอดปลอดภัย ถึงแม้เขาอาจจะตัดสินใจผิดไปบ้างก็ตาม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...