ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ระดับของการเก็งกำไร โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


การถือเงินสดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าปกติมากของผมในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องที่น่า “อึดอัดใจ” โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ  ที่ราคาหุ้นที่ผมสนใจไม่ได้ปรับลงมาจนน่าสนใจที่จะลงทุน  จริงอยู่  ในช่วงแรก ๆ  ที่มีเงินสดมากขึ้นนั้น  ผมรู้สึกดีว่ามีเงินพร้อมที่จะเข้าลงทุนซื้อหุ้นถ้ามีโอกาส  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเวลาผ่านไปและหุ้นก็ไม่ตกลงมาแต่กลับปรับตัวขึ้นไปด้วย  ผมก็รู้สึกเสียดายที่มีหุ้นน้อยไปหน่อย  แต่ซักพักเดียวหุ้นก็กลับตกลงมาที่เดิมซึ่งผมก็ยังไม่ซื้อเพราะอยากรอให้มันตกลงมาถึงจุดที่น่าสนใจจริง ๆ   แต่แล้วมันก็ปรับตัวขึ้นไปอีก  ดูเหมือนว่าหุ้นนั้น  “ไม่พร้อมที่จะลง”  คล้าย ๆ  กับว่ามีคนพร้อมที่จะเข้าไปช้อนซื้อหุ้นทุกครั้งที่มันปรับตัวลงมาถึงจุดหนึ่ง  ดู ๆ  ไปราวกับว่าผมกำลังกลายเป็นคนที่ดูหุ้นแบบนักเท็คนิคที่รอจังหวะซื้อหุ้นที่ปรับตัวลงมา  เพียงแต่ว่าผมต้องการซื้อแล้วถือยาว  ไม่ได้ต้องการ “เล่นรอบ”  ผมต้องการลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนจากเงินสดที่ให้ดอกเบี้ยเพียงไม่ถึง 1% ต่อปี  ความคิดแบบ  “นักลงทุน”  ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ “เสียโอกาส” มากกับการถือเงินสด  แรงขับดันให้หาหุ้นเพื่อที่จะลงทุนนั้นสูงแต่ผมก็ต้อง “ข่มใจ”  ให้ได้  ผมพยายาม “ใจเย็น”  รอไปเรื่อย ๆ  ไม่รีบร้อนที่จะซื้อหุ้นถ้าราคาหุ้นยังไม่ถูกพอที่จะทำให้ “ปลอดภัย”  หรือพูดในภาษา VI ก็คือ  หุ้นยังมี Margin of Safety ไม่พอ

นอกจากการดูในเรื่องของตัวเลขที่จะบอกว่าหุ้นถูกพอหรือยัง  ผมยังต้องดูสถานการณ์ของตลาดหุ้นด้วยว่ามันอยู่ใน “โหมด” ไหน  เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่บอกว่าหุ้นน่าจะมีราคาแพงหรือถูกได้ในระดับหนึ่ง  ตัวอย่างเช่น  ถ้าคนยังรู้สึก “ฮึกเหิม”  มองโลกในแง่ดี  มีความหวังเต็มเปี่ยม  คนยังมองหุ้นในแง่ที่ดีมาก  ความเป็นไปได้ก็คือ  หุ้นก็น่าจะมีราคาแพงกว่าปกติ  ตรงกันข้าม  ถ้าคนรู้สึกแย่หรือสิ้นหวัง  มองโลกในแง่ร้ายและกลัวการลงทุนในหุ้น  ราคาหุ้นก็จะถูกกว่าปกติ  การที่จะดูว่าตลาดหุ้นเป็นโหมดไหนนั้น  ผมคิดว่าเราจะต้องดูสัญญาณต่าง ๆ  ที่จะบอกถึงระดับของความรู้สึกของคนในตลาดหุ้น  ซึ่งผมจะเรียกมันว่า  “ระดับของการเก็งกำไร” ที่จะถูกแสดงออกมาในเรื่องต่าง  ๆ  ที่จะกล่าวต่อไปนี้  โดยที่ผมสรุปว่าระดับของการเก็งกำไรของตลาดหุ้นไทยก็ยังสูงอยู่  และนั่นก็ทำให้ผมต้องพยายามข่มใจต่อไปว่าเราไม่ควรที่จะรีบซื้อหุ้น  เพราะหุ้นอาจจะมีโอกาสตกลงมาได้เมื่อความรู้สึกอยากเก็งกำไรนั้นลดลงหรือหายไป  ซึ่งบางครั้งก็สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่ว  “ข้ามคืน”

สัญญาณแรกที่ผมเห็นอยู่อย่างชัดเจนว่าแรงเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทยยังสูงก็คือ หุ้น IPO  หรือหุ้นที่เพิ่งเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายในตลาดเป็นครั้งแรก  ก่อนหน้านี้ราว ๆ  ซัก 2-3 ปี  หุ้น IPO โดยเฉพาะตัวเล็กและ/หรือมีฟรีโฟลทน้อยนั้น  เมื่อเข้าซื้อขายในวันแรกก็มักจะปรับตัวขึ้นไปสูงมาก  บางตัวขึ้นไปถึง 200% ทั้ง ๆ  ที่กิจการไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรนัก  ยิ่งตัวเล็กก็ยิ่งปรับตัวขึ้นสูง  หาเหตุผลไม่ได้นอกจาก  “การเก็งกำไร”  ของนักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์  ในช่วงเร็ว ๆ  นี้  แม้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะไม่ได้ร้อนแรงอะไร  ราคาการซื้อขายหุ้น IPO ในวันแรกเองก็ยังปรับตัวขึ้นไปในระดับอย่างน้อย 20-30%  ก็ยังเป็นเรื่องปกติ  การขาดทุนสำหรับคนที่ได้หุ้นจองนั้นแทบจะไม่เคยเกิดขึ้น  นี่ก็แสดงให้เห็นว่าการเก็งกำไรในตลาดหุ้นยังค่อนข้างสูงแม้ว่าอาจจะไม่เท่าเดิม

สัญญาณที่สองที่เห็นได้ชัดก็คือ  การเล่นหุ้นที่มีผลประกอบการ “ดี” ที่มีการประกาศออกมาโดยเฉพาะของหุ้น “ตัวเล็ก”  อาการที่เห็นนั้นคล้าย ๆ  กับมีกลุ่มนักลงทุนส่วนบุคคลบางกลุ่มหรือหลาย ๆ  กลุ่มที่คอยหาหุ้นที่จะเข้ามาเล่น “เก็งกำไร”  หุ้นที่ประกาศผลประกอบการดีน่าประทับใจและเป็นหุ้นที่มีฟรีโฟลทไม่สูงจะถูก  “ไล่ราคา”  ให้ขึ้นไปสูงลิ่วทั้ง ๆ  ที่ราคาหุ้นก็แพงมากอยู่แล้ววัดจากค่า PE และอื่น ๆ   ปริมาณการซื้อขายในช่วงที่มีการประกาศงบก็มักจะสูงลิ่วและราคาหุ้นนั้นบ่อยครั้งก็ผันผวนและปรับตัวกลับลงมาในช่วงเวลาสั้น ๆ   ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครต้องการซื้อแล้วถือยาว  เพราะมูลค่าตลาดของหุ้นตัวนั้นดูเหมือนว่าจะสูงกว่าพื้นฐานมาก  ทุกคนเข้าไปเทรดหุ้นเพื่อหวังผลกำไรอย่างรวดเร็ว  และนี่ก็คือสัญญาณว่าระดับของการเก็งกำไรในตลาดหุ้นก็ยังสูงพอสมควรทีเดียว

ในระดับของตลาดเองนั้น  ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันของตลาดหุ้นไทยก็ยังสูงลิ่วถึงกว่า 50,000 ล้านบาทเป็นส่วนใหญ่  บางวันก็ขึ้นเป็นแสนล้านบาท  เทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้านแล้ว  ของเราคึกคักกว่ามาก  ว่าที่จริงตลาดหุ้นไทยมีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในอาเซียนทั้ง ๆ  ที่ขนาดตลาดเราเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นสิงคโปร์   การมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันเร็วมากนั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าตลาดมีระดับของการเก็งกำไรสูง  ยิ่งถ้าดู “เนื้อใน”  หรือดูว่าหุ้นประเภทไหนมีการซื้อขายมากกว่าปกติก็ยิ่งพบว่าตลาดหุ้นไทยนั้น  หุ้นที่นักเล่นหุ้นซื้อขายกันมากจะ  “กระจุก”  อยู่ในหุ้นน้อยตัว  หุ้นที่ซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับนั้นมักจะครอบคลุมการซื้อขายถึง 30-40% ของหุ้นทั้งหมด  หุ้นตัวที่มีการซื้อขายสูงสุดนั้นบ่อยครั้งเกิน 10% ของการซื้อขายทั้งตลาด  พูดง่าย ๆ  คนเข้าไป “เล่น”  หุ้นร้อนวันต่อวันจำนวนมาก  คนที่เข้าไปซื้อเพื่อลงทุนมีจำนวนน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบกับตลาดที่ไม่ค่อยมีการเก็งกำไรอย่างในตลาดหุ้นอาเซียนอื่น ๆ

หุ้น “มีสตอรี่”  หรือหุ้นที่มีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นในแง่ของการเติบโตที่โดดเด่นเองนั้น  ในอดีต 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น  สามารถ  “ขายฝัน”  ได้มากมาย  ตัวอย่างเช่น  หุ้นในกลุ่มพลังงานทดแทนที่เมื่อมีการประกาศว่าบริษัทได้สิทธิในการขายไฟฟ้าหรือจะเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน  ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปรุนแรงแล้ว  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นในช่วงนั้นมีการเก็งกำไรที่สูงมาก  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเวลาผ่านไปและผลการดำเนินงานไม่ได้เป็นไปตามที่คาด  ราคาหุ้นกลุ่มนั้นก็ปรับตัวลง  ทำให้ดูเหมือนว่าหุ้นมีสตอรี่จะขายไม่ได้ดีเหมือนเดิม  การเก็งกำไรในเรื่องนี้ลดลงแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้หมดไป  ว่าที่จริงตลาดในช่วงเร็ว ๆ  นี้ก็ดูเหมือนว่าจะหาสตอรี่ใหม่ ๆ  เพื่อ “ไล่ราคาหุ้น”  และดูเหมือนว่านักลงทุนก็ยังพร้อมที่จะเข้ามาเล่น  “เก็งกำไร”  ในสตอรี่ใหม่ ๆ  ที่ฟังดู  “น่าเชื่อถือ”  อยู่  ตัวอย่างของสตอรี่ใหม่นั้นอาจจะไม่เน้นเรื่องของอุตสาหกรรมแล้ว  แต่เน้นเรื่องความสามารถของบริษัทที่จะโตเป็น “ทวีคูณ”  ในตลาดใหม่ที่น่าสนใจ  เป็นต้น

ระดับของการเก็งกำไรในตลาดที่พอจะใช้วัดได้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ  หนังสือพ็อกเก็ตบุคเกี่ยวกับหุ้นและการลงทุน  การสัมมนา  และการพูดคุยในเวบไซ้ต์หุ้นและสื่อสังคมต่าง ๆ    หากคนเล่นหุ้นสนใจการลงทุนแบบที่แสดงว่าจะทำกำไรได้ง่าย ๆ  และรวดเร็วมาก  เช่น  แนวการลงทุนแบบเทคนิคหรือการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ต่าง ๆ  นั่นก็แสดงว่าพวกเขากำลังสนใจเข้ามาเล่นเก็งกำไรมากกว่าการลงทุน  ซึ่งในประเด็นนี้ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าหนังสือแนวนี้กำลังวางแผงมากขึ้นเปรียบเทียบกับหนังสือแนว VI หรือการลงทุนแบบพื้นฐาน  เช่น เดียวกัน   งานสัมนาและการพูดคุยในเวบไซ้ต์เกี่ยวกับหุ้นเองก็แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ที่สนใจซื้อขายหุ้นในตลาดจำนวนมากนั้น  ต้องการเข้ามาเล่นเก็งกำไรมากกว่าที่จะเข้ามาลงทุนระยะยาวที่ต้องศึกษาหาความรู้อย่างเข้มข้น  คำที่เห็นหรือใช้บ่อย ๆ  ก็คือ  หุ้นตัวนั้นเป็นอะไร  ทำไมลงหรือขึ้น  ใครเป็นจ้าว?

โดยสรุปแล้วผมคิดว่า  อาการที่กล่าวข้างต้นเป็นเครื่องแสดงว่าระดับของการเก็งกำไรของตลาดหุ้นไทยนั้นยังค่อนข้างสูงแม้ว่าจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อ 2-3 ปีก่อน  ตัวเลขความถูกความแพงของหุ้นโดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กฟรีโฟลทต่ำก็ยังแสดงว่ามีราคาแพงไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่โดดเด่นหรือหุ้นที่ไมได้พื้นฐานอะไรนักแต่มีระดับของการเก็งกำไรสูง   และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมเองอยู่ในอาการ “อึดอัด” ที่ต้องถือเงินสดที่แทบไม่ได้ผลตอบแทนโดยไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นเมื่อไร  บางทีผมอาจจะต้องรอจนคนเบื่อและแทบเลิกเล่นหุ้นไปเลยก่อนที่จะเข้าซื้อหุ้น   หรือไม่ก็อาจจะซื้อหุ้นทั้ง ๆ ที่มี Margin of Safety น้อย  เวลาจะเป็นเครื่องบอก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  นักลงทุนนั้นต้อง Flexible หรือมีความยืดหยุ่น  มีข้อยกเว้นเสมอ  แต่ต้องคิดรอบด้านก่อนทำ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...