ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ห้าปีกับหุ้นห้าประเทศ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 
VI ผู้มุ่งมั่นและหวังที่จะได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่ “ดีมาก”  จนทำให้ตนเองรวยหรือมี “อิสรภาพทางการเงิน” ได้ในชีวิตนั้น  ผมคิดว่าเขาควรจะต้องสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้ได้อย่างน้อยปีละ 10% โดยเฉลี่ยแบบทบต้นใน “ระยะยาวมาก”  คำว่าผลตอบแทนที่ดีมากนั้น  ผมคิดว่าควรจะได้ปีละประมาณ 15% แบบทบต้นขึ้นไปซึ่งจะทำให้เงินทุกบาทเพิ่มขึ้นเป็นสองบาทในเวลาไม่เกิน 5 ปี  ส่วนคำว่ายาวมากนั้น  ผมคิดว่าต้องอย่างน้อย 20-30 ปีขึ้นไป

การที่จะสามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนปีละ 10% ต่อปีแบบทบต้นในระยะยาวนั้น  คนจำนวนมากมักจะคิดว่าเป็นเรื่องง่ายถึงง่ายที่สุด  เหตุผลก็เพราะว่ามี “ผู้รู้” จำนวนมากบอกว่าการลงทุนในหุ้นระยะยาวโดยเฉลี่ยแล้วจะให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 10% บางคนก็บอกว่า 12% แบบทบต้น  ดังนั้น  วิธีที่ง่ายก็คือ  ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงดัชนี เช่น กองทุน SET 50  เป็นต้น  แต่นั่นเป็นเรื่องใน “อดีต” ของตลาดหุ้นไทย-และอเมริกา  ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยมมายาวนาน  แต่ “อนาคต”  นั้นผมเองไม่คิดว่าเราจะโตแบบเดิมได้  ดังนั้น  ตลาดหุ้นไทยจะยังให้ผลตอบแทนถึงปีละ 10% แบบทบต้นไปอีกหลายสิบปีจึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย  เหตุผลของผมก็เพราะว่าประเทศที่เติบโตช้านั้น   ตลาดหุ้นก็มักจะไม่ให้ผลตอบแทนที่ดี  ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีเพราะตลาดหุ้นแทบไม่ได้ให้ผลตอบแทนเลยในช่วงน่าจะกว่า 20 ปีที่ผ่านมาหลังจากเศรษฐกิจ “เลิกโต” มานาน

ถ้าจะหวังพึ่งการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพียงอย่างเดียวจึงเป็นเรื่องที่อาจจะยากที่จะบรรลุเป้าหมายในการลงทุน  การมองออกไปสู่ตลาดหุ้นต่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น   VI โดยเฉพาะที่ยังหนุ่มสาวและมีความมุ่งมั่นและอาจจะเริ่มเห็นถึงความยากลำบากของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงเร็ว ๆ นี้บางคนจึงเริ่มออกไปลงทุนต่างประเทศ  ตลาดหุ้นที่พวกเขาไปลงทุนเป็นเรื่องเป็นราวดูเหมือนว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐและเวียตนามที่  “มาแรง” มากในช่วงเร็ว ๆ  นี้   ผมเองก็ได้ออกไปลงทุนในเวียตนามบ้างและได้เขียนถึงบ่อยครั้ง  อย่างไรก็ตาม  ในใจผมเองนั้น  ตลาดหุ้นต่างประเทศที่น่าจะอยู่ในข่ายที่นักลงทุนควรสนใจติดตามยังน่าจะรวมถึงตลาดหุ้นในประเทศ AEC ที่ “รวมกัน” มากขึ้นและในอนาคตก็อาจจะเป็นเรื่องปกติที่จะมีการซื้อขายหุ้นจากประเทศหนึ่งสู่ประเทศหนึ่งได้ง่ายจนแทบเป็นตลาดเดียวกัน  นอกจากนั้น   การที่ประเทศในกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมีการเติบโตที่รวดเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ  ในโลก  ก็น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราควรสนใจและอาจจะถือเป็นเป้าหมายในการลงทุนในโอกาสต่อไป

ประเทศที่ผมสนใจและอาจจะพิจารณาลงทุนแบบ VI ในระยะยาวใน AEC นั้นมี 5 ประเทศก็คือ  ไทย  เวียตนาม  มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย  เหตุผลก็คือ  ทั้ง 5 ประเทศนั้นมีระดับของการพัฒนาการทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน  มีขนาดของเศรษฐกิจและ GDP ไม่ต่างกันมาก  มีประชากรที่มากพอที่จะขับเคลื่อนให้บริษัทจดทะเบียนมีขนาดใหญ่และมีความหลากหลายพอที่จะลงทุนได้   และที่สำคัญที่สุด  เป็นกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในอดีตสูงติดระดับโลกและยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อไปในระดับโลกอีกเช่นกัน

ผมจะลองมองดูภาพของเศรษฐกิจ  การเงินและตลาดหุ้นของ 5 ประเทศนี้ย้อนหลังเพียง 5 ปี  เนื่องจากการมองที่มากกว่านั้นคงต้องอาศัยหนังสือเป็นเล่ม

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น  ผมเคยเขียนไว้ว่าตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ “ดีมาก”  แต่สำหรับ VI นั้น   อาจจะถือว่าเป็น  “ปีทอง”  ทีเดียว  อย่างไรก็ตาม  ตัวเลขผลตอบแทนทบต้นของตลาดหุ้นไทยใน 5 ปีที่ผ่านมานั้นจริง ๆ  แล้วไม่ได้ดีไปกว่าประเทศอื่น  เราอยู่ในอันดับที่ 3 จาก 5 ประเทศ  ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดก็คือ  ตลาดหุ้นเวียตนามที่ให้ผลตอบแทนจากราคาหุ้นประมาณ 12% และถ้ารวมปันผลก็คงไม่ต่ำกว่า 15% แบบทบต้น  ตลาดหุ้นอันดับ 2 ก็คือ  ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ที่ให้ผลตอบแทน 10.1% หรือถ้ารวมปันผลที่ผมคิดประมาณ 3% ทุกตลาด  ก็จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นปีละ 13.1%  ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 9.2% รวมปันผลก็ประมาณ 12.2%  ตลาดหุ้นอันดับ 4 คือ ตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่ให้ผลตอบแทน 7.1% หรือประมาณ 10.1% ต่อปี  และตลาดหุ้นมาเลเซียที่ให้ผลตอบแทนน้อยมากที่ 2.6% หรือประมาณ 5.6% ต่อปีหากรวมปันผล

สิ่งที่กำหนดเรื่องของผลตอบแทนหุ้นในตลาดที่สำคัญตัวหนึ่งก็คือเรื่องของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง  ในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมานั้น  อัตราดอกเบี้ยของไทยเคยสูงสุดที่ 3.5% และลดลงมาต่อเนื่องจนล่าสุดอยู่ที่ 1.5% และนี่ก็คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ดีมาก  อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยจะลดลงอีกยาก  ตลาดเงินของเวียตนามเองนั้น  ดอกเบี้ยก็เคยสูงถึง 15% เมื่อประมาณ 4 ปีก่อนและก็ลดลงเรื่อย ๆ  จนปัจจุบันอยู่ที่ 6.5% ซึ่งก็ยังถือว่าสูงอยู่  แต่โอกาสจะลดลงอีกในอนาคตก็อาจจะเป็นไปได้แม้ว่าในช่วงนี้ดูเหมือนว่าจะมีโอกาสไม่มาก  ฟิลิปปินส์เคยมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดในช่วง 4-5 ปีก่อนที่ 4.5%  แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 3% และดูเหมือนว่าจะไม่ผันผวนมากนัก  อินโดนีเซียปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.75% ลดลงจากประมาณ 7.5% เมื่อปีที่แล้ว  ในขณะที่มาเลเซียนั้น  อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% และมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ดูจากเรื่องของอัตราดอกเบี้ยแล้วก็จะเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่อัตราดอกเบี้ยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมานั้นลดลงเป็นสัดส่วนมากที่สุดและนั่นน่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้หุ้นขึ้นไปสูง  เวียตนามเองก็มีอัตราดอกเบี้ยลดลงคิดเป็นตัวเลขสูงสุดหรือลดลงถึง 8.5%  และนี่ก็คงมีส่วนสำคัญที่ทำให้หุ้นขึ้นไปได้สูงที่สุดในอาเซียน  อินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์นั้นอัตราดอกเบี้ยลดลงมาในสัดส่วนพอ ๆ  กันแต่ผลต่อการขับเคลื่อนราคาหุ้นก็อาจจะไม่มากนักเทียบกับไทยและเวียตนาม  ในขณะที่มาเลเซียนั้นอัตราดอกเบี้ยแทบไม่มีส่วนในการดันราคาหุ้นขึ้นเลย  และนั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นมาเลเซียให้ผลตอบแทนที่แย่ที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดของไทยและต่ำกว่าประเทศอื่นมาก  ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะเสี่ยงสูงที่สุดกับการปรับตัวขึ้นของดอกเบี้ยในอนาคตซึ่งอาจจะทำให้หุ้นตกลงมาได้

การเติบโตของรายได้ประชาชาติต่อหัว GDP/ capita) ของ 5 ประเทศนั้น  ผมคิดว่าน่าจะมีผลต่อการปรับขึ้นของราคาหุ้นในระยะยาว  ตัวเลขของ 5 ประเทศนั้นก็น่าสนใจเริ่มจากประเทศไทยนั้นในช่วง 5 ปีมีการเติบโตขึ้นน้อยที่สุดที่เพียง 12.23% หรือคิดเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นปีละประมาณเพียง 2.45%  ดังนั้นปัจจัยพื้นฐานตัวนี้คงไม่ได้มีส่วนทำให้หุ้นไทยขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  ตรงกันข้าม  เวียตนามมีการเติบโตของรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในกลุ่มที่ 25.48% หรือเฉลี่ยปีละ 5.1%  และนี่น่าจะมีส่วนสำคัญที่ผลักดันดัชนีให้ขึ้นไปสูงที่สุดในกลุ่มในขณะที่ฟิลิปปินส์ที่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นสูงเป็นอันดับ 2 นั้นก็มีการเติบโตของรายได้ต่อหัวค่อนข้างสูงที่ 19.93%   ประเทศที่ดูเหมือนจะแปลกก็คืออินโดนีเซียที่มีการเติบโตของรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูงที่ 23.94% หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.79% รองจากเวียตนามเพียงเล็กน้อย  แต่ดัชนีหุ้นหรือผลตอบแทนการลงทุนกลับมาอยู่ในอันดับที่สี่  อย่างไรก็ตาม  ตลาดหุ้นอินโดนีเซียก่อนหน้านั้นมีการปรับตัวขึ้นมาแรงมากขึ้นไปถึง 200% ในเวลาเพียง 2 ปีซึ่งอาจจะทำให้ตลาดมีราคาแพงกว่าปกติและทำให้ 5 ปีต่อมาตลาดหุ้นขึ้นน้อยกว่าที่ควรเป็นแม้จะมีปัจจัยสนับสนุนที่ดี   และสุดท้ายก็คือมาเลเซียที่รายได้ต่อหัวของประชาชนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้นมีการเติบโตน้อยมากที่ 13.49% หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 2.7% และนี่น่าจะมีส่วนที่ทำให้ตลาดหุ้นมาเลเซียในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้นเพิ่มต่ำที่สุดในกลุ่ม

ทั้งหมดก็คือข้อมูลของตลาดทั้ง 5 แห่งใน AEC ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  ดูเหมือนว่าเวียตนามนั้นจะมีปัจจัยที่ดีที่สุดใน 5 ปีที่ผ่านมาและปัจจัยดี ๆ  ก็น่าจะคงอยู่ต่อไป  ตลาดหุ้นไทยนั้นดูดีปานกลางแต่เกิดจากปัจจัยที่อนาคตดูไม่ยั่งยืนเช่นเรื่องของดอกเบี้ยต่ำเป็นหลัก  มาเลเซียเองก็ดูไม่ดีนักเพราะทั้งรายได้ต่อหัวที่โตช้าและอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับต่ำมานาน  ฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซียนั้นดูเหมือนว่าทุกด้านจะใกล้เคียงกัน  โดยที่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นฟิลิปปินส์อาจจะดูดีกว่า  แต่มองทางด้านปัจจัยที่จะขับดันดัชนีหุ้นนั้นอินโดนีเซียกลับดีกว่าเล็กน้อยนั่นคือรายได้ต่อหัวเติบโตสูงและอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงกว่าเล็กน้อย  อย่างไรก็ตาม  อนาคตของตลาดทั้งคู่ก็ดูน่าสนใจกว่าไทยและมาเลเซีย

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...