ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ลงทุนหุ้นเวียดนาม โดยคุณวีระพงษ์ ธัม



ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ในเป้าหมายหลักของนักลงทุนที่จะลงทุนใน Frontier Market หรือตลาดชายขอบมาหลายปี เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูงเพราะกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ และการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลาด Frontier ในนิยามของ MSCI คือตลาดเกิดใหม่ที่มี “ขนาดเล็ก” โดยตลาด Frontier มีอยู่ 22 ประเทศทั่วโลก สำหรับในเอเชีย มีอยู่ 4 ประเทศคือ บังคลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา และเวียดนาม และเวียดนามคือดาวดวงแรกที่ส่องแสงใน 4 ประเทศนี้

            เวียดนามมีอยู่สองตลาดหุ้นหลัก ๆ คือ Ho Chi Minh Stock Exchange (HOSE) ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีบริษัทจดทะเบียนราว 300 กว่าบริษัท ก่อตั้งเมื่อปีคศ. 2000 มีอายุ 16 ปี ถือว่ายัง “อายุน้อยมาก” เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่น ๆ และอีกตลาดหนึ่งคือ Hanoi Stock Exchange (HSX) ที่ก่อตั้งภายหลัง คือปี 2005 มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนมากกว่า HOSE เล็กน้อย แต่มีขนาดตลาด หรือ Market Capitalization น้อยกว่าเกือบ 10 เท่าตัว เรียกได้ว่าเป็นตลาดสำหรับหุ้นตัวเล็ก นอกจากนั้นยังมีตลาดที่ชื่อว่า UPCoM (Unlisted Public Company Limited) เป็นตลาดสำหรับหุ้นที่ยังไม่เข้าไปทำการซื้อขายในสองตลาดหลัก UPCoM เป็นตลาดที่มีกฎระเบียบน้อยกว่า เหมือนเป็นที่เตรียมตัวสำหรับการเข้าตลาดใหญ่

            ตลาดหุ้นเวียดนามเริ่มต้นจากการจำกัดสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศที่ 20% จนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็น 49% ในปี 2008 และเริ่มยกเลิกข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติของหุ้นบางตัวในช่วงปีที่ผ่านมา สำหรับประวัติศาตร์ตลาดหุ้นเวียดนามนั้น ในช่วงแรกดัชนีตลาดหุ้นแทบไม่ไปไหน จนกระทั่งช่วงปี 2006-2008 ซึ่งเป็นช่วงที่เวียดนามกำลังเข้าเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO) ตลาดหุ้นก็ตอบ
รับข่าวและ หุ้นขึ้นจาก 200 กว่าจุด ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,171 จุด ในเดือนมีนาคม 2007 ตลาดหุ้นขึ้นเกือบ 400% ในปีกว่า ๆ หลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ค่อย ๆ ปรับตัวลง และฟองสบู่ก็แตกในปลายปี 2007 ดัชนีลดลงจนถึงจุดต่ำสุดประมาณ 200 จุดในปี 2009 นี่คือฟองสบู่ครั้งแรกของตลาดหุ้นเวียดนาม

            ผมเดินทางไปฮานอย และได้สัมผัสกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมสมัยใหม่ ราวกับว่าเวียดนามได้ดำเนินรอยตามเศรษฐกิจที่มาก่อนหน้าอย่างประเทศไทย แรงงานมีจำนวนมาก หนุ่มสาว และค่าแรงราคาถูก ดึงดูดให้มีการลงทุนในระดับสูง โดยเฉพาะจากประเทศเกาหลี โรงงาน Samsung LG สร้างงานและสร้างการส่งออกเป็นสัดส่วนที่สูงในประเทศเวียดนาม คนชั้นกลางเริ่มค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น คนสร้างฐานะ แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานยังล้าหลังมาก และรัฐบาลก็ค่อนข้างมีภาระสูง แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยังเป็นไปอย่างคึกคัก

            บริษัทจดทะเบียนในเวียดนามก็เริ่มฟื้นตัวจากสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอในช่วงก่อนหน้า ซึ่งเวียดนามมีปัญหาขาดดุลบัญชีมายาวนาน ค่าเงินไม่มีเสถียรภาพ เงินเฟ้อสูง แต่ผลจากการส่งออกดูเหมือนค่าเงิน และเงินเฟ้อเริ่มนิ่งมากขึ้น อย่างไรก็ดี เท่าที่ผมเห็นคือ บริษัทจดทะเบียนมีหนี้อยู่ในระดับสูง D/E Ratio หลายบริษัทสูงกว่าไทยมาก การเติบโตที่เราเห็นคือการ “เหยียบคันเร่ง” และบริษัทส่วนมากโดยเฉพาะที่มีขนาดใหญ่มักจะทำ “หลายธุรกิจ” แทนที่จะมุ่งทำเฉพาะธุรกิจที่ตัวเองถนัด

            ธุรกิจในเวียดนามเกือบทั้งหมดเดิมทีเป็นของภาครัฐ และค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นของเอกชน และหลายแห่งก็เข้าตลาดหุ้น ภาพคล้าย ๆ กับประเทศจีนในช่วงปี 1990 – 2000 หลายบริษัทเมื่อเป็นของเอกชนแล้ว ก็ยังมีอำนาจผูกขาดหรืออำนาจเหนือตลาดหลงเหลืออยู่ หลายอุตสาหกรรมก็ถูกคุ้มครองจากทั้งการแข่งขันในประเทศ หรือมีกำแพงภาษีสำหรับการแข่งขันจากต่างประเทศ ดังนั้นเราอาจจะเห็นหุ้นหลายตัวมี Return on Equity (ROE) หรือ อัตรากำไรสูงผิดปกติ อย่างไรก็ดีนี่ไม่ได้เป็นความสามารถทางการแข่งขันที่แท้จริง มีโอกาสที่สิ่งเหล่านี้จะหายไปในอนาคต รวมไปถึงความไม่แน่นอนของธรรมาภิบาลต่อนักลงทุนรายย่อย ตลาดหุ้นจึงถูกซื้อขายในราคาที่ไม่แพงนัก เนื่องจากนักลงทุนควรจะได้ส่วนชดเชยจากความเสี่ยงที่ยังสูง

            ผมใช้เวลาที่เหลือเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเวียดนามคือ ฮาลองเบย์ เส้นทางเดินทางจากฮานอยราว ๆ 100 กว่ากิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลา 3 ชม.ครึ่ง ทางหลวงหลายแห่งกำลังจะเชื่อมออกไป เนื่องจากเป็นเส้นทางเดียวกับไปท่าเรือ Hai Phong ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเพื่อการส่งออกสำคัญของเวียดนาม แต่ดูเหมือนกับว่าถนนยังไม่เพียงพอ และค่าทางด่วนมีราคาแพงเกินไป เมื่อไปถึงฮาลองเบย์ ผมพบว่าที่ดินริมทะเลยาวหลายกิโลเมตร ซึ่งเดิมเป็นโรงแรมและร้านค้าเกือบทั้งหมดถูกรื้อถอน เพื่อสร้างโครงการขนาดยักษ์ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ผมมีโอกาสรู้จักไกด์เวียดนามชื่อวู วูเล่าให้ฟังว่าการท่องเที่ยวเวียดนามเล็กมากแต่ก็ขยายตัว ที่น่าประทับใจคือ วู แม้จะมีรายได้เพียง 5,000 บาทต่อเดือน เขาโชว์รูปภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดเรื่อง คิงคองภาคใหม่ซึ่งเพิ่งถ่ายทำเสร็จที่ฮาลองเบย์ในเดือนที่ผ่านมาอย่างภาคภูมิใจ เขาติดตามตัวเลขนักท่องเที่ยวไทยทุกไตรมาส รวมไปถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวเวียดนามซึ่งมีอยู่ราว 1 ใน 4 ของไทย ตาของวูมีประกายและพยายามต้อนรับครอบครัวผมอย่างดีทุกฝีก้าว เพราะเขาหวังว่านักท่องเที่ยวเวียดนามจะมากขึ้น ประเทศแข็งแรงขึ้น และเขาจะมีชีวิตที่ดี นี่คือจิตวิญญาณของหนุ่มสาวเวียดนาม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...