ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พลิกฟื้นคืนชีพ กับ หุ้น Turnaround / โดย คนขายของ


“หุ้นพลิกฟื้นคืนชีพ” หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Turnaround Stocks” เป็นหนึ่งในหุ้น 6 ประเภทที่Peter Lynch ผู้จัดการกองทุนซึ่งมีผลงานเยี่ยมยอดได้กล่าวถึง ในหนังสือการลงทุนของเขาที่ชื่อ “One up on Wall Street” ซึ่งเขาได้เล่าว่าการซื้อหุ้นรถยนต์ Chrysler ตอนต้นปี 1982 ที่ราคา 6 เหรียญ ตอนที่ บริษัทเริ่มมีสัญญาณชัดเจนว่าจะสามารถปลดภาระหนี้สินได้และกำไรจะเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง สามารถทำกำไรได้อย่างงามถึง 5 เท่าให้กับกองทุนของเขาภายในระยะเวลาไม่ถึงสองปี ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าเราต้องการลงทุนในกิจการที่กำลังจะพลิกฟื้น จะต้องมีความรู้ความเข้าใจอะไรบ้าง? การ“Turnaournd” ของกิจการนั้นมักมีขั้นตอนอย่างไร? และจุดที่น่าจะเข้าไปลงทุนนั้นอยู่ในช่วงไหน?

เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องนี้ให้ดีขึ้น ผมจึงได้อ่าน 10 กรณีศึกษาของการพลิกฟื้นกิจการที่โด่งดังในสหรัฐอเมริกาซึ่งทำให้เข้าใจการพลิกฟื้นกิจการว่าโดยมากมักแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ หนึ่ง ปัญหาขององค์กรซึ่งหมักหมมมานานได้ทำความเสียหายให้แก่กิจการจนคณะกรรมการบริษัทยอมรับไม่ได้ สอง มีการเปลี่ยน แปลงผู้บริหารระดับสูง สาม ผู้บริหารใหม่ ทำการกระชับองค์กร ขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ลดจำนวนพนักงาน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และ สี่ มีการวางกลยุทธ์ใหม่ ออกผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาด ทำให้ผลประกอบการออกมาน่าประทับใจอีกครั้ง

ดังเช่น กรณีการพลิกฟื้นกิจการของ IBM ซึ่งเริ่มมาจากผลประกอบการของบริษัทตกต่ำในช่วงปี 1992จากกิจการที่มีกำไรต่อไตรมาสสูงถึงหนึ่งพันล้านเหรียญในช่วงปี 1990 กลายมาเป็นขาดทุนเกือบ สามพันล้านในไตรมาสที่สามของปี 1992 และกลายมาเป็นเจ็ดพันล้านในไตรมาสที่สี่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนCEO ในไตรมาสที่สองของปี 1993 โดยได้เชิญ Louis Gertner อดีตผู้บริหารจาก RJR Nabisco ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจยาสูบและขนมขบเขี้ยวเข้ารับตำแหน่งแทน CEO คนเก่าซึ่งถูกคณะกรรมการบีบให้ ลาออกไป หลังจากที่ Gertner เข้ามาบริหารเขาได้กระชับองค์ โดยมีพนักงาน IBM มากกว่าหนึ่งแสนคน ต้องออกจากงาน

นอกจากนั้น Gertner วางกลยุทธ์องค์กรใหม่ โดยให้ความสำคัญต่อธุรกิจ PC น้อยลง เพราะการแข่งขัน ที่สูงขึ้น และให้บริษัทกลับมาโฟกัสที่ธุรกิจคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe) ซึ่งมีมาร์จิ้นดีกว่า และ มีสัญญา บริการในระยะยาว สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงกับบริษัท หลังจาก Gertner เข้ารับตำแหน่ง CEOได้ 6 เดือน ราคาหุ้น IBM ก็ถึงจุดต่ำสุดในเดือนกันยายน และถ้าใครซื้อหุ้นได้ ณ จุดนั้น อีกหกปีต่อมา เขาจะได้ ผลตอบแทนสูงถึง 13 เท่า

จากการศึกษาการพลิกฟื้นกิจการที่สำคัญของสหรัฐพบว่า จุดที่น่าเข้าไปลงทุนนั้น ไม่ใช่ทันทีที่มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร แม้ว่าในบางกรณีดูเหมือนว่า บริษัทจะมีความหวังมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงผลประกอบการของบริษัทมักจะถดถอยลงต่อไปอีก เพราะผลของนโยบายของผู้บริหารใหม่ยังไม่ส่งผล ดังเช่นตอนที่Starbucks (SBUX) ให้ Howard Schultz กลับมาเป็น CEO อีกครั้งตอนต้นปี 2008 ในตอนนั้น ตลาดหุ้นตอบรับการกลับมาของเขา โดย SBUX ราคาขึ้นไปถึง 8% หากใครตื่นเต้นเกินและซื้อหุ้น ไปในวันนั้น เขาจะพบว่า SBUX ยังคงไหลลงต่ออีกถึง 50% ในอีก 11 เดือนต่อมา เพราะผลประกอบการ ไตรมาสสองปีนั้น SBUX ขาดทุนเป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำการ IPO

จุดที่น่าเข้าลงทุนในหุ้น “หุ้นพลิกฟื้น” น่าจะเป็นเมื่อนโยบายใหม่ออกดอกออกผล ซึ่งมักกินเวลาอย่างน้อย6 เดือนขึ้นไป โดยให้สังเกตุการเติบโตของกำไรรายไตรมาสเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ไม่ใช่เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว และถ้าจะให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ควรจะมีการเติบโตติดกันราว 2-3 ไตรมาสขึ้นไป เพราะเคยมีในบางกรณี อย่างเช่น การพลิกฟื้นของ XROX ในปี 2002 ซึ่งกำไรกลับมาโตสองไตรมาสติด กัน แต่ก็กลับไปขาดทุนอีกสองไตรมาส ก่อนจะกลับมาเป็นขาขึ้นอย่างแท้จริง ดังจะเห็นว่าตอน Peter Lynch เข้าซื้อหุ้น Chrysler นั้นเขาไม่ได้ซื้อตอนจุดต่ำที่สุดที่ 1.5 เหรียญ แต่รอให้ขึ้นมาก่อนถึง 6เหรียญ ซึ่งตอนนั้นความเสี่ยงต่างๆ ค่อนข้างจะคลี่คลายไปหมดแล้ว

การลงทุนในหุ้น “พลิกฟื้น” นั้นต้องมีความเข้าใจในธุรกิจนั้นๆพอสมควร และต้องมีความเข้าใจในแผนงาน ใหม่ของผู้บริหารใหม่เป็นอย่างดีเพื่อที่จะมองออกว่าธุรกิจจะไปรอดหรือไม่ การประเมินมูลค่ากิจการแบบปกติ คงไม่สามารถใช้ได้ ต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจนั้นๆเป็นหลัก  อย่างเช่นหุ้น APPLE ในปี1997 ก่อน Steve Jobs กลับมาเป็น CEO เป็นหุ้นที่ไม่มี PE เพราะขาดทุนอย่างหนัก ปันผลก็ไม่มี แต่ถ้าใคร มีวิสัยทัศน์มองออกว่า เครื่องตระกูล iMac ที่ Jobs ออกมาในปี 1998 ตามมาด้วย IPOD และIPHONE ในปีต่อๆมาจะได้ความนิยมไปทั่วโลก เขาจะได้ผลตอบแทนการลงทุน 120 เท่าในระยะเวลา20 ปี ด้วยผลตอบแทนที่สูงเกินกว่าปกติ ทำให้การลงทุนในหุ้น “Turnaround” จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักลงทุนได้เสมอไม่ว่ายุคสมัยใด

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...