ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

The Marshmallow Test FOR VI


           เมื่อเร็ว ๆ นี้มีนักศึกษาปริญญาโทของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นิดา) ได้มาสัมภาษณ์ผมเพื่อทำรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานโดยอิงอยู่กับแนวความคิดที่มีการศึกษามานานและได้รับการเขียนเป็นหนังสือขายดีชื่อ “Don’t Eat The Marshmallow Yet” หรือ “หยุด อย่าเพิ่งรีบกินแมร์ชแมลโลว!” หัวใจของคำถามส่วนใหญ่อยู่ที่ว่า ผู้ถูกสัมภาษณ์คิดว่าในช่วงเด็กตนเองมีนิสัยที่ชอบ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” หรือยอมเสียสละความพึงพอใจในวันนี้เพื่อที่จะได้ความพึงพอใจที่มากกว่าในวันข้างหน้าแค่ไหน? หลังจากการสัมภาษณ์ในครั้งนั้น ซึ่งผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยว่ามันเป็นนิสัยที่เป็นจริงกับผมมาก แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก จนกระทั่งผมได้พบหนังสืออีกเล่มหนึ่งบนแผงหนังสือเมื่อเร็ว ๆ นี้ชื่อ “The marshmallow Test” ผมจึงซื้อมาอ่านเพื่อดูว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำไมการกินแมร์ชแมลโลวมาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของจิตวิทยาแห่งความสำเร็จ และสิ่งที่ผมพบก็คือ มันน่าจะเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะในกรณีของความสำเร็จของการเป็นนักลงทุนแบบ VI ลองมาดูกันว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน?

       การทดลองที่เรียกว่า “Marshmallow Test” นั้น เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 หรือประมาณ 50 ปีมาแล้วที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดโดยผู้ที่เป็นกลุ่มทดลองก็คือเด็กก่อนอนุบาลที่โรงเรียนเด็กเล็กของมหาวิทยาลัย เด็ก ๆ ที่เข้ารับการทดสอบจะได้รับโอกาสที่จะเลือกว่าจะได้รางวัล 1 ชิ้น ตัวอย่างเช่น แมร์ชแมลโลว ซึ่งเป็นขนมหวานที่เด็กมักจะชอบกินมาก) ซึ่งเขาจะได้รับทันที หรือรางวัลที่ใหญ่ขึ้น แมร์ชแมลโลว 2 ชิ้น) แต่เขาจะต้องรอในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที เด็ก ๆ จะมีโอกาสเลือกว่าเขาอยากได้อะไรที่สุด เช่น คุกกี้ เพรสเซล หรือลูกอม เป็นต้น ซึ่งในกรณีของเด็กหญิง “เอมี” ที่ยกขึ้นมาเขียนเป็นหนังสือก็คือ แมร์ชแมลโลว

      วิธีการทดลองก็คือ เอมีจะต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องคนเดียว ข้างหน้าของหนูน้อยจะมีแมร์ชแมลโลว1 ชิ้นอยู่ทางมุมหนึ่งที่เอมีจะสามารถกินได้ทันที และแมร์ชแมลโลว 2 ชิ้นอยู่อีกมุมหนึ่งที่เธอจะได้กินถ้ารอ ข้าง ๆ โต๊ะจะมีกริ่งที่เอมีจะสามารถกดเรียกนักวิจัยกลับเข้ามาทันทีถ้าเธอต้องการกินแมร์ชแมลโลว 1 ชิ้น หรือถ้าเอมีรอจนกระทั่งนักวิจัยกลับเข้ามาเองภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที เธอก็จะได้กิน 2 ชิ้น ห้องที่ใช้ทดลองนี้จะมีกระจกทึบที่มองเข้ามาได้จากภายนอกที่นักวิจัยจะสามารถสังเกตอากัปกริยาของเด็กได้ตลอดเวลา พวกเขาจะเห็นว่าเด็กที่นั่งรออยู่นั้นทำอย่างไรที่จะพยายามอดกลั้นยับยั้งจิตใจไม่ให้กดกริ่งเพื่อที่จะได้กินแมร์ชแมลโลวมากขึ้น

       ผลของการทดลองที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถรอที่จะกินแมร์ชแมลโลว 2 ชิ้นได้ บางคนนั้น นักวิจัยยังไม่ทันก้าวพ้นประตูเด็กก็กดกริ่งแล้วเพราะต้องการกินขนมหวานทันที ความพยายามของเด็กบางคนที่จะอดกลั้นยับยั้งการกดกริ่งนั้น บางทีทำให้นักวิจัยแทบจะ “น้ำตาไหล” เพราะรู้สึกสงสารเด็ก วิธีการที่เด็กแต่ละคนใช้ในการ “สะกดใจ” ตนเองไม่ให้อยากกินแมร์ชแมลโลวทันทีนั้นหลากหลายมากและพวกเขาแสดงออกทางอาการต่าง ๆ เช่นอาจจะปิดตา เอนไปข้างหลัง เบือนหน้าหนีหรือกอดอก รวมถึง จินตนาการว่าแมร์ชแมลโลวนั้นเหมือนปุยเมฆที่ “กินไม่ได้” เป็นต้น

          สิ่งที่เด็กเล็กอายุแค่ 4-5 ขวบทำในขณะที่พวกเขารอและวิธีการที่พวกเขาจัดการหรือไม่จัดการที่จะชะลอความพึงพอใจที่จะได้รับนั้น โดยที่ไม่คาดคิด กลายเป็นสิ่งที่กำหนดหรือพยากรณ์ชีวิตในอนาคตของพวกเขา แต่ละนาทีที่พวกเขารอได้นั้น สะท้อนออกมาเป็นคะแนนสอบ SAT ซึ่งมหาวิทยาลัยใช้ในการรับเด็กเข้าเอนทร้านซ์ที่สูงขึ้น วินาทีในการรอที่มากขึ้นสะท้อนถึงความสามารถในการเข้าสังคมและการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ที่ดีขึ้นเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่อายุ 27-32 ปี ซึ่งนักวิจัยได้ติดตามเด็กเหล่านั้นพบว่า เด็กที่สามารถรอได้นานกว่าในการทดสอบแมร์ชแมลโลวมีดัชนีมวลกายที่ดีกว่าคนที่ได้คะแนนที่แย่กว่า พวกเขายังมีความรู้สึกที่ดีกับตนเองมากกว่าและสามารถปรับตัวเพื่อรับกับความเครียดต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีกว่า จากการสแกนสมองของพวกเขาพบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนในส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการ “ติด” สิ่งต่าง ๆ และความอ้วนสำหรับคนที่ได้คะแนนการทดสอบต่างกัน



         การศึกษาต่อมาของผู้เขียนและวิจัยคือ Walter Mischel ยังพบว่า ระบบการ “ควบคุมตนเอง” ต่อสิ่งเร้าหรือความอยากของคนเรานั้นมีสองระบบนั่นคือ ระบบ “ร้อน” และระบบ “เย็น” โดยระบบร้อนนั้นมาจากสมองส่วนที่เป็นสัญชาตญาณมากกว่า ในขณะที่ระบบเย็นนั้นมาจากสมองส่วนที่เป็นเหตุผลและความนึกคิดมากกว่า คนที่สามารถใช้หรือบังคับให้ตนเองใช้ระบบเย็นได้มากกว่านั้นจะสามารถที่จะตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและถูกต้องกว่า การที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองใช้ระบบร้อนและตัดสินใจโดยอิงกับเหตุการณ์หรือแรงกระตุ้นเฉพาะหน้านั้น เราจะต้องมองไปในอนาคตและดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราตัดสินใจทำอะไรในตอนนี้ พยายามให้เห็นภาพของเราในสถานการณ์ภายหน้า ตัวอย่างเช่น ถ้าเราติดบุหรี่และกำลังอยากสูบ เราก็จะต้องจินตนาการให้เห็นภาพของตัวเรา อาจจะ5-6 ปีข้างหน้าที่เราอาจจะเป็นโรคถุงลมโป่งพอง หรือเป็นโรคมะเร็ง ที่มีความเจ็บปวดทรมานสูงอย่างที่เห็นบนซองบุหรี่ อย่างนี้เป็นต้น และเมื่อเราคิดและจินตนาการแบบนี้ ระบบเย็นก็จะเข้ามาแทนที่ระบบร้อน และก็จะทำให้เราไม่อยากสูบบุหรี่และในที่สุดก็จะสามารถเลิกบุหรี่ได้ และนี่ก็คงคล้าย ๆ กับเด็กเล็กที่พยายามจินตนาการว่า แมร์ชแมลโลวนั้นคล้ายก้อนเมฆที่กินไม่ได้ ดังนั้น เขาก็ไม่อยากกินมัน

         ความสามารถในการอดกลั้นต่อสิ่งที่ยั่วเย้าหรือเลื่อนการบริโภคความพึงพอใจในปัจจุบันเพื่อที่จะได้ความพึงพอใจที่มากขึ้นในอนาคตนั้น จะมีผลต่อความสำเร็จของชีวิตของคนในอาชีพไหนมากน้อยแค่ไหนผมเองก็ไม่แน่ใจนัก เหตุเพราะว่าคงไม่ใคร่มีคนสามารถศึกษากรณีชีวิตจริงได้มากนัก เพราะมันต้องใช้เวลาติดตามเป็นสิบ ๆ ปีกว่าจะได้ข้อมูลของตัวอย่างซึ่งก็มักจะมีไม่มากนัก แต่โดยส่วนตัวนั้น ผมเชื่อว่ามันน่าจะมีผลต่อการเป็นนักลงทุนโดยเฉพาะในแบบ VI ที่ต้องเน้นการลงทุนระยะยาว เมื่อลองคิดย้อนหลังไป ผมเองรู้สึกว่าตนเองนั้น เลื่อนการบริโภคความพึงพอใจมาตลอดเพื่อหวังที่จะได้สิ่งที่พึงพอใจมากกว่าในอนาคตและนี่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ผมเป็นคนประหยัดและใช้เงินทุกอย่างเฉพาะที่จำเป็นเพื่อเก็บเงินแต่ก็ไม่ได้เก็บไว้เฉย ๆ เอาเงินมาลงทุนค้าขายหรือทำ “ธุรกิจ” ตั้งแต่เด็ก นอกจากนั้น ผมลงทุนเป็น “แรง” และ “เวลา” ในการเรียนและการศึกษาด้วยตนเองเป็นจำนวนมากเพื่อหวังว่ามันจะช่วยให้ผมทำเงินและประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคต การเลื่อนการบริโภควันนี้เพื่อการที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้านั้น แท้ที่จริงมันก็คือนิยามหรือ “หัวใจ” ใจของการลงทุน ดังนั้น คนที่มีแนวโน้มหรือทักษะนี้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจจะหมายความว่าเขามีมันอยู่ในยีนส์จึงน่าจะมีความได้เปรียบเมื่อเขาโตขึ้นและจะต้องลงทุนในเรื่องต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะการลงทุนในด้านการเงินเท่านั้น

          ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องของนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กเพราะยีนส์ก็คือ นิสัยหรือความสามารถที่จะอดทนและควบคุมตัวเองได้ต่อสิ่งยั่วเย้านั้น อาจจะสามารถสร้างขึ้นได้ เรื่องนี้อาจจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แต่ผมคิดว่าไม่เสียหายที่จะทำ สิ่งที่ผมคิดว่าเราน่าจะฝึกฝนได้นั้นอยู่ที่ความเป็นจริงของเรื่องพฤติกรรมในเรื่องต่าง ๆ ที่มีการศึกษามามากนั้นบ่งชี้ว่า นอกจากเรื่องของยีนส์แล้ว สภาวะแวดล้อมและการฝึกฝนมีส่วนกำหนดอุปนิสัยและพฤติกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ อาจจะถึงครึ่งหนึ่งหรืออย่างน้อย 30%-40% ขึ้นไป ดังนั้น สำหรับเด็กหรือคนที่สอบตก “Marshmallow Test” โอกาสที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้นั้นมีแน่นอน และผมเชื่อว่านี่เป็นทักษะที่มีประโยชน์และจำเป็นโดยเฉพาะสำหรับคนที่อยากจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ และนั่นก็คือ การใช้ “ระบบเย็น” ในการลงทุนแทนที่ “ระบบร้อน” ที่มักจะทำให้เราตัดสินใจอย่างรวดเร็วและไม่ถูกต้อง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...