ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หลักการง่าย ๆ ของ VI : ซื้อเมื่อคนอื่นกลัว และขายเมื่อคนอื่นโลภ





ซื้อเมื่อคนอื่นกลัว  และขายเมื่อคนอื่นโลภ  

   มีคำกล่าวของนักลงทุนระดับโลกว่า เมื่อคนอื่นโลภสุดชีวิตอยากจะซื้อหุ้นกันมากๆ มองโลกในแง่ดีมากเวลานั้น  นั่นแหล่ะเป็นเวลาที่น่ากลัว..!!

    เนื่องจากถ้าใครๆ ก็เช้าซื้อหุ้นแล้วใครจะมาซื้อหุ้นต่อจากคุณล่ะ  ถ้าคุณหันซ้ายหันขวาเพื่อนักลงทุนทุกคนของคุณก็มีหุ้น XXX หมดแล้ว พอคุณถามว่าทำไมถึงซื้อหุ้น XXX เขาก็บอกว่า มีข่าวมาแรงว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะไปต่อได้อย่างงดงาม


     ทุกสำนักวิจัยออกมาบอกว่า  หุ้นตัวไหนดีมากๆ อาจทำให้หลายคนจะหลับหูหลับตาซื้อหุ้นเพราะเชื่อตามๆ กันว่า หุ้นจะไปต่อได้เรื่อยๆ หลักจากที่หุ้นขึ้นมาตลอด  เมื่อนั้นตลาดหุ้นก็จะไม่ใช่ที่ที่ไว้สำหรับลงทุน  กิจการที่เราอยากเป็นหุ้นส่วนแต่เหมือนการเสี่ยงโชคที่คนใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาดหุ้นถูกความโลภเข้าบังตาแล้ว  ก็ไล่ซื้อหุ้นอย่างเดียวด้วยความเชื่อว่าพรุ่งนี้หุ้นจะสูงขึ้น

     เมื่อไหร่ที่ตลาดหุ้นตกอยู่ในสภาพนี้  จะเป็นช่วงที่อันตรายมากนักลงทุนระดับโลกแนะนำว่าคุณควรขายหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าวนี้  เนื่องจากความโลภแบบไม่ลืมหูลืมตาของผู้คนทำให้ราคาของตัวหุ้นขึ้น  เกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่มันควรจะเป็น

       ในทางกลับกันเมื่อเกิดข่าวร้ายขึ้นมาแล้วหุ้นเริ่มลงแรงๆ แรกๆ ผู้คนก็จะไม่เชื่อว่าตลาดขาลงครั้งใหญ่กำลังมาเยือนแล้ว  คนที่มีหุ้นอยู่จะคิดว่าหุ้นพักตัวเพื่อวิ่งต่อ  ส่วนคนที่ไม่มีหุ้นที่ตกรถก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่านี่แหล่ะเป็นจังหวะซือของถูก  แต่พอซื้อไปแล้วหุ้นลงไปเรื่อยๆ เมื่อหุ้นลงต่อเนื่องติดกันซักระยะหนึ่ง  สภาพจิตใจของผู้ที่ถือหุ้นจะแย่มาก  และจะเริ่มมองโลกในแง่ร้ายตามต่อเมื่อหุ้นยังลงอีกไม่หยุด  ซ้ำข่าวร้ายทางเศรษฐกิจเริ่มออกมายืนยันว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง  ผลกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นจะแย่ลงเยอะ  หลายบริษัทอาจจะถึงขนาดขาดทุน   ทำให้นักลงทุนก็ยิ่งมองโลกในมุมร้ายมากขึ้นไปอีก  เมื่อถึงจุดนั้นแล้วหลายคนจะเริ่มถอดใจว่าหุ้นจะลงต่อไปเรื่อยๆ แน่ๆ จะหาจุดสิ้นสุดของความโหดร้ายนี้ได้อย่างไร

      ว่าแล้วก็อาจมีหลายคนที่คิดว่าถึงจะขาดทุนหนักก็ยังดีกว่าเงินหายไปทั้งหมด  ก็เลยเริ่มขายหุ้นเพื่อออกมาจากขบวนรถไฟหัวเสียขบวนนั้น  เมื่อมีคนเริ่มขายออกมาท่ามกลางข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ  และแนวโน้มผลกำไรที่จะแย่ลงก็จะยิ่งไปยืนยันให้คนอื่นๆ ที่ยังถือหุ้นอยู่รู้สึกว่า "แน่ๆ แล้วรอบนี้คงตายกันหมดไม่เหลือแน่ๆ "

      แล้วก็แห่กันเทขายหุ้นแบบไม่ลืมหูลืมตา  เวลาที่หุ้นลงแรงจนถึงจุดหนึ่งหุ้นจะลงไปแรงมากๆ ได้อย่างที่ทุกคนไม่เชื่อ  เพราะว่ามีบางคนที่ไปกู้เงินโบรกเกอร์มาซื้อหุ้น (มาร์จิ้น)  และคนเหล่านี้ไม่ได้คิดเผื่อเหลือเผื่อขาดว่าถ้าเกิดมีอะไรร้ายๆ ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร  ทำให้เวลาหุ้นลงโบรกเกอร์ก็จะบังคับลูกค้าเหล่านี้ให้ขายหุ้นออกมา  ทำให้หุ้นลงแรงมากเพราะเป็นการขายหุ้นแบบบังคับขาย

     เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นหุ้นจะมีราคาถูกแบบเหลือเชื่อเพราะนักลงทุนไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว  นักลงทุนถูกความกลัวเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์แบบ  แต่นี่แหล่ะเป็นจังหวะที่ดีมากๆ ของนักลงทุน VI ยกตัวยอย่างเหตุการณ์ ตอนปลายปี 2008 หลายคนเจอหุ้นลงแรงๆ ติดกันจนเครียดไม่เป็นอันกินอันนอน  ในตอนนั้นหุ้นหลายตัวมีปันผลมากกว่าปีละ 15% ที่ราคาต่ำสุดมีบางตัวปันผลเกือบ 20% ด้วย เนื่องจากว่าในตอนฝรั่งจำเป็นต้องดึงเงินกลับประเทศทำให้เทขายหุ้นอย่างหนักแต่กำไรของหุ้นหลายๆ ตัวไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ทำให้มีหุ้น P/E 3-4 เท่าเต็มตลาดหุ้นเลยทีเดียว  ซึ่ง P/E ระดับ 3-4 เท่าก็เปรียบเหมือนคุณลงทุนแล้ว 3-4 ปี ได้เงินกลับคืนมา  ในชีวิตของนักลงทุนคนหนึ่งจะไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยนัก  หลายคนที่ซื้อหุ้นในช่วงนั้นก็รวยไม่รู้เรื่องในระยะเวลาเพียง 2 ปี  นีั่เป็นที่มาของคำว่าทำไมควรโลภตอนที่ทุกคนกลัว

     เรื่องนี้จำเป็นต้องขยายความเพื่อกันไม่ให้คนไปใช้หลักการแบบผิดๆ ผมคิดว่าถ้าเราจะกลัวเมื่อคนอื่นโลภเราควรจะขายเมื่อหุ้นมันถึงมูลค่าที่เหมาะสมหรือเกินมูลค่าที่เราคิดไปแล้วมากๆ ไม่ใช่หุ้นบางตัวประกาศกำไรออกมาดีแล้วคนเริ่มมาซื้อหุ้นแล้วเราตกรถซื้อไม่ทันก็เลยปลอบใจตัวเองว่าอย่าไปซื้อเลยเพราะคนอื่นกำลังถูกความโลภครอบงำมันไม่ใช่   แบบนี้ไม่เรียกว่าความโลภ  แต่มันเป็นการซื้อหุ้นที่ผลกำไรออกมาดีเกิดคาดเฉยๆ  แล้วอาจจะทำให้หุ้นวิ่งแรงมาก

     หลักการที่สำคัญคือ

      เราต้องไปดูกำไรของหุ้นตัวที่เลือกว่าดีจริงไหม  เกิดจากอะไร  ความโลภในแบบที่น่าขายหุ้นไม่ใช่ความโลภธรรมดา  เป็นความโลภแบบสูงสุด เป็นแบบอาการที่คิดว่าหุ้นจะขึ้นไปเรื่อยๆ เลยซื้อไว้ก่อนโดยที่ไม่ได้รู้เรื่องราวของบริษัท  นักลงทุนควรแยกแยะให้ออก ระหว่าง หุ้นที่ขึ้นเพราะมีพื้นฐานดีจริงๆ หรือหุ้นที่ขึ้นเพราะหน้ามืดตามัว  ในทางกลับกันเวลาหุ้นลงนักลงทุนก็ต้องแยกให้ออกว่า แบบไหนลงเพราะกิจการไม่ดี  กับแบบไหนลงเพราะอารมณ์คนมันพาไป  ส่วนใหญ่การลงแบบกิจการไม่ดีจะมีงบการเงินบริษัทออกมายืนยันว่าธุรกิจแย่ลงไปมากจากที่เคยกำไรก็ขาดทุน    หุ้นพวกนี้เวลาลงคุณอย่าไปคิดว่าดีน่าลงทุน  เพราะนักลงทุนได้มองโลกในแง่ร้ายมากๆ แล้วไปซื้อกันเถอะเพราะหุ้นมันมีเหตุผลที่ดีพอที่ลงไปไม่ใช่ลงไปเพราะคนกลัวหรือเข้าใจผิด  ฉะนั้น

"จงซื้อหุ้นเมื่อทุกคนกลัว  และขายหุ้นเมื่อทุกคนโลภ"

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 หนังสือหุ้นสำหรับนักลงทุน VI

         ความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าการลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตนักลงทุนอย่างพวกเราๆ คับ การหาหนังสือหุ้นดีๆ มาอ่านจึงเป็นจำเป็นอย่างมากหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรหาความรู้ในเรื่องที่สนใจให้มาก ๆ คับ สำหรับบทความนี้ผมขอเสนอ หนังสือหุ้นแนว VI ดีๆ 10 เล่ม ที่ผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนแนว Value investor ควรหามาอ่านกันนะครับ (จะเน้นที่เป็นภาษาไทยหรือมีแปลเป็นไทย เป็นหลักก่อนนะครับ) หนังสือหุ้น 10 เล่มที่ว่าก็คือ The Intelligent Investor ผู้เขียน Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม) – บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผู้แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นโดยปู่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ครับ (ปู่ Buffett เคยกล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด) เนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึงการลงทุนเชิงพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้ง ทัศนคติ กลยุทธ์ นโยบายการลงทุน และการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อความผันผวนในตลาดหุ้น เนื้อหาจะละเอียดสุดๆ เป็นขั้นตอน และมีกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ถือเป็นเล่มแรกๆ เล...

ข่าวลงทุน-หุ้น: ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558

   ปรับพอร์ตรับ “การเปลี่ยนขั้ว QE” ปีแพะ 2558 สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว QE จากฟากสหรัฐฯ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโรในปี 2558 – 59 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐฯ พิมพ์แบงค์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือสหรัฐฯ หยุดพิมพ์แบงค์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยน และยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐ...

หลักการเลือกหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ warren buffett / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นได้รับการติดตามและศึกษามากมาย  หนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละเล่มก็พยายามที่จะเขียนให้มีความ “ซับซ้อน” และยากที่จะปฎิบัติเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่าคนธรรมดาจะเลียนแบบได้ยาก  มีแต่คนที่มีความสามารถแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ เท่านั้นที่จะทำได้หรือวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าหุ้นหรือบริษัทไหนที่ดีน่าลงทุน  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าบอกว่าหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นง่ายและธรรมดามาก  ใครจะอยากซื้อหนังสือมาอ่าน นอกจากนั้น  น้อยคนจะเชื่อว่าคนจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยสิ่งที่ “ทำได้ง่าย ๆ” ไม่อย่างนั้นคนก็คงจะ “รวยกันไปหมด”  ซึ่งเป็นไปไม่ได้!   แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผมแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งหลายที่มักจะพูดถึงวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งมักรวมถึงการปฏิบัติตนด้วยวิธีการต่าง ๆ   การกินอาหารและอาหารเสริม บางทีก็พูดถึงฮอร์โมนและเครื่องมือ “มหัศจรรย์” ต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น   ทั้ง ๆ  ที่ความจริงอาจจะเป็นว่าหลักการดูแลสุขภ...